ปิยบุตร” ตอก กกต. พรรคกู้เงินได้

ปิยบุตร” ตอก กกต. พรรคกู้เงินได้


“ปิยบุตร” เปิดข้อกฎหมายแจงชัด ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “ธนาธร” หยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้-ย้ำกรณีกู้เงินไม่ผิดกฎหมาย – ย้อนหลายพรรคก็กู้เงินใช้แต่ไม่เคยถูกตรวจสอบ

วันนี้ (22 พ.ค.62) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีการพิจารณารับคำร้องของ กกต.ในคดีหุ้นวี-ลัคมีเดีย ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของนายธนาธรมา 110 ล้านบาท

 

 

ในประเด็นแรก นายปิยะบุตรกล่าวว่า ในกรณีของหุ้นวี-ลัคมีเดีย นั้น มีเรื่องที่ต้องพิจารณาโดยเปรียบเทียบกัน กล่าวคือในกรณีของนายธนาธรมีการยื่นเรื่องต่อ กกต.ในวันที่ 25 มีนาคม จากนั้นจึงมีการรับคำร้องในวันที่ 4 เมษายน ตามมาด้วยการส่งหนังสือให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธรมาชี้แจงต่อ กกต.ในวันที่ 22 เมษายน เวลา 10.00 น. แต่หนังสือมาถึงบ้านในเวลา 13.00 น. ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่นางสมพรจะไปชี้แจง และในวันรุ่งขึ้น 23 เมษายน กกต.มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายธนาธรทันที หลังจากนั้นได้ให้นายธนาธรเข้าชี้แจงกับอนุกรรมการไต่สวนในวันที่ 30 เมษายน ก่อนที่จะมีการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 พฤษภาคม รวมเวลาทั้งสิ้น 53 วัน

“เมื่อเทียบเคียงกับกรณีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน คือกรณีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าภรรยาอาจถือหุ้นสื่ออยู่ มีการยื่นเรื่องต่อ กกต.ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 โดย กกต.มีมติยื่นคำร้องในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ทำการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ศาลรับคำร้องในวันที่ 22 มิถุนายน 2561 รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 417 วัน ซึ่งความแตกต่างระหว่างทั้งสองคดี ที่น่าสังเกตว่าอาจเข้าข่ายเป็นการใช้ดุลยพินิจของ กกต.อย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ กกต.ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้นายธนาธรเข้าชี้แจงเลยแม้แต่ครั้งเดียว เว้นแต่ในวันที่ 30 เมษายนที่มีการเชิญไปชี้แจง ซึ่งเมื่อไปถึง ก็พบว่าในสำนวนแจ้งข้อกล่าวหามีเพียงข้อความ 6 บรรทัด ที่อ้างอิงถึงเอกสาร บอจ.5 แล้วฟันธงลงไปทันทีว่านายธนาธรผิด โดยไม่มีการนำข้อมูลของผู้ถูกร้องมาพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเอกสารคำให้การที่นายธนาธรส่งไปหลายลัง ก็มีการใช้เวลาพิจารณาเพียง 16 วันเท่านั้น” นายปิยบุตร กล่าว

 

 

นายปิยบุตร กล่าวย้ำว่า การตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้ทำได้จนถึง 1 วันก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เมื่อ กกต.ตัดสินใจจะทำทั้งๆที่ตัวเองไม่มีอำนาจ จึงเกิดเป็นเรื่องเป็นราวเช่นนี้ขึ้นมา ส่วนขั้นตอนในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตามกฎหมายกระบวนพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องมีการตั้งองค์คณะชุดเล็กขึ้นมาเพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ หากมีมติไม่รับคำร้อง ก็ต้องส่งให้คณะใหญ่เป็นผู้พิจารณา แต่หากมีมติรับคำร้อง ก็ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง ซึ่งตามกำหนดเวลาสามารถทำได้จนถึงวันที่ 8 มิถุนายน ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจมีคำสั่งให้นายธนาธรหยุดการปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น เมื่อเอากรณีของนายดอนมาเทียบกัน ศาลได้ให้เวลานายดอนชี้แจงถึงหนึ่งเดือนก่อนที่จะพิจารณา และผลการพิจารณาก็ออกมาว่านายดอนไม่ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากไม่มีเหตุว่าจะเกิดความเสียหายต่อส่วนรวมหรือการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นบรรทัดฐานว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทันทีที่มีการรับคำร้องได้ แต่ต้องให้เวลาในการชี้แจงก่อน นอกจากนี้นายธนาธรแม้ว่าจะเป็น ส.ส.แล้ว แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากยังไม่ได้ทำการปฏิญาณตนตามที่กำหนดในกฎหมาย การสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้

 

 

“ถ้าใช้หลักการมาตรฐานเดียวกัน เท่าเทียมกัน ไม่มีทางที่ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้นายธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้ และพรรคอนาคตใหม่ก็มีความมั่นใจว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องขึ้นมา นายธนาธรก็จะไม่ถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ และพร้อมที่จะสู้ในกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป และหากบ้านนี้เมืองนี้จะมีปราติหารย์ทางกฎหมายสั่งให้นายธนาธรหยุดการปฏิบัติหน้าที่ขึ้นจริง เราขอยืนยันว่านายธนาธรยังคงเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และเราขอสงวนสิทธิที่จะทำให้ปาฏิหาริย์ทางกฎหมายถูกใช้ไปในมาตรฐานเดียวกัน ด้วยการยื่นให้มีการตรวจสอบ ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทุกคนที่มีกรณีแบบเดียวกัน” นายปิยบุตร กล่าว

 

 

ส่วนประเด็นต่อมากรณีที่นายธนาธรได้ไปให้สัมภาษณ์กับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่าทางพรรคอนาคตใหม่ได้กู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ด้วยวงเงินประมาณ 110 ล้านบาท ไม่ได้เป็นรายได้ แต่เป็นหนี้สิน ที่จะต้องชำระคืน

นายปิยบุตร อธิบายว่า เดิมทีพรรคอนาคตใหม่จะระดมทุนผ่านการบริจาคทางอินเทอร์เน็ต การขายของออนไลน์ และการจัดกิจกรรมระดมทุน อาทิ คอนเสิร์ต และนิทรรศการ แต่หลายวิธีกลับทำไม่ได้ เนื่องจากคำสั่งห้ามจากหลายภาคส่วน ทำให้มีการกลับมาศึกษาข้อกฎหมาย และพบว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามให้กู้เงิน เพราะพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล จึงสามารถที่จะกู้เงินได้เหมือนกับนิติบุคคลอื่นๆ จึงเป็นที่มาของการกู้เงินจากนายธนาธร มาหาเสียงและจัดกิจกรรมต่างๆ ของพรรค

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อธิบายว่า กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการกู้เงินเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่นั้นกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายเอกชน เท่ากับว่า ถ้าไม่มีข้อห้ามแปลว่าทำได้ ทั้งยังอ้างว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่อยากให้พรรคการเมืองกู้เงิน ก็ควรเขียนเอาไว้ให้ชัดเจนเลยตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ นายปิยบุตร กล่าวต่อไปว่า พรรคการเมืองอื่นก็หาเงินทุนมาใช้จ่ายสำหรับการหาเสียงและจัดกิจกรรมต่างๆ ของพรรค ผ่านการกู้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาธิปไตยใหม่ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็กู้เงิน

นายปิยบุตร บอกอีกว่า เงินกู้ก้อนดังกล่าว ไม่ได้นำไปใช้หาเสียงทั้งหมดเหมือนที่ผู้ร้องเรียนคนหนึ่งกล่าวอ้าง เพราะพรรคศึกษาข้อกฎหมายมาเป็นอย่างดี ว่ากฎหมายไม่ให้พรรคการเมืองใช้เงินหาเสียงเกิน 35 ล้านบาท เงินประมาณ 110 ล้านบาท ที่กู้มานี้ ส่วนใหญ่นำไปใช้บริหารจัดการพรรคในด้านต่างๆ เพราะพรรคเพิ่งจัดตั้งใหม่ จำเป็นต้องไปเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานสาขา เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวด้วยความท้อใจต่อผู้สื่อข่าวว่า การร้องเรียนทำได้ง่าย แต่ผู้ที่ถูกร้องเรียน อย่าง พรรคอนาคตใหม่ จะแก้ต่างได้ต้องแสดงหลักฐานมากมายและสร้างความลำบากให้อย่างมาก ผู้ร้องเรียนเหล่านี้เคยคิดจะรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองบ้างไหม

“พรรคการเมืองที่พยายามจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส มีที่มาว่าเอาเงินมาจากไหนในการใช้จ่ายของพรรคถูกไล่บี้ไล่ตรวจสอบจะเป็นจะตาย แต่พรรคการเมืองอื่นๆกลับไม่เคยถูกตรวจสอบเลยว่าเอาเงินมาจากไหน ตกลงประเทศนี้อยากให้ทุกอย่างไม่โปร่งใส สนับสนุนจะให้ใช้เงินจากช่องทางลับ มีกระเป๋าเงินซุกเอาไว้ที่นั่นที่นี่อย่างนั้นหรือ ถ้านายธนาธรอยากครอบงำพรรค นายธนาธรจะทำสัญญาเงินกู้ให้ถูกไล่บี้ตรวจสอบทำไม สู้เอาเงินมาให้กรรมการบริหารคนละ 10 ล้านแล้วบริจาคเข้าพรรคเลยไม่ง่ายกว่าหรือ แต่นี่เราต้องการสร้างมาตรฐานการเมืองใหม่ ให้ทุกอย่างโปร่งใส นายธนาธรจึงทำสัญญาขึ้นมา มีกำหนดชัดเจนที่จะให้ใช้เงินภายใน 3 ปี” นายปิยบุตร กล่าว
นอกจากนี้นายปิยบุตรเรียกร้องไปยังสื่อมวลชนและฝ่ายอื่นๆ ให้ตรวจสอบงบประมาณพรรคการเมืองอื่นด้วย ไม่ใช่ตรวจสอบแต่พรรคอนาคตใหม่เพียงพรรคเดียว ถึงอย่างนั้น ด้วยความโปร่งใสของพรรค พรรคก็ยินดีให้ถูกตรวจสอบเสมอ