“อนาคตใหม่” อบรมว่าที่ ส.ส.เข้ม การเมือง-เศรษฐกิจ-นโยบาย เผยเตรียมดันกฎหมายเปลี่ยนประเทศชุดใหญ่เข้าสภาฯ
เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ จ.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่อบรม 87 ว่าที่ ส.ส.เข้าสู่วันที่สอง โดยในวันนี้การอบรมเป็นไปภายใต้เนื้อหาที่เข้มข้น ครอบคลุมถึงเรื่องอุดมการณ์ของพรรค ความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจ และกระบวนการผลักดันนโยบายสาธารณะ

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษานโยบายพรรคอนาคตใหม่ ได้บรรยายในหัวข้อ “แนวคิดหลักและเป้าหมายทางเศรษฐกิจของพรรคอนาคตใหม่” โดยยกตัวอย่างข่าวเศรษฐกิจ และเบื้องหลังวิธีคิดด้านเศรษฐศาสตร์ในการชี้วัดดัชนีทางเศรษฐกิจแบบต่างๆ พร้อมจุดอ่อนและจุดแข็งของแต่ละวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ มาแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกับว่าที่ ส.ส.ของพรรคอย่างเข้มข้น
นายวีระยุทธ กล่าวว่า วิธีคิดที่สังคมไทยใช้มองสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือการมองว่าเศรษฐกิจไทยดีมาก ดีพอใช้ แย่ และแย่มาก ซึ่งในแต่ละมุมมองก็มีกระบวนการวิธีคิดและดัชนีชี้วัดที่แตกต่างกันไป เช่น การนำเอาอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานมาคำนวนความยากลำบากทางเศรษฐกิจ, วิธีคิดแบบธนาคารโลกที่เน้นเปรียบเทียบ GDP แต่ไม่เน้นเศรษฐกิจฐานราก, หรือวิธีคิดแบบประชานิยม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ คือความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ว่าที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ควรมีความรู้เพื่อการอภิปรายในสภาไว้ และหลังจากนี้ตนจะรวบรวมรายชื่อเอกสารและหนังสือ เป็น reading list ให้แต่ละคนได้นำไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมต่อไป

ด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ร่วมบรรยายถึงทฤษฎีเบื้องหลังวิธีคิดของพรรคอนาคตใหม่ โดยกล่าวถึงสถานการณ์และเทรนด์ในทางการเมืองโลก เชื่อมโยงไปสู่การก่อตั้งพรรคการเมืองแนวใหม่ในประเทศต่างๆ ที่มีวิธีคิดในการหลอมรวมความต้องการของประชาชนเข้าด้วยกันมากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์แบบซ้าย-ขวา
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในส่วนของการเมืองไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ก็ถูกผูกติดไว้กับการแบ่งขั้วแบบเหลือง-แดง ซึ่งลดทอนความสำคัญของประเด็นปัญหาที่แท้จริงที่มีร่วมกันของประชาชน กลายเป็นการถกเถียงทะเลาะกันโดยไม่ไปแตะที่โครงสร้างของปัญหา ทำให้โครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจแบบเผด็จการและทุนผูกขาดยังคงอยู่ได้อย่างมั่นคง ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรทั่วประเทศ ล้วนแต่เผชิญปัญหาเดียวกัน แต่พอเป็นเกษตรกรที่มาจากภาคใต้ ก็มีคนบางกลุ่มไปตราหน้าว่าเป็นเสื้อเหลือง ส่วนเกษตรกรที่มาจากภาคอีสานกับภาคเหนือ ก็โดนตราหน้าว่าเป็นเสื้อแดง หรือกลุ่มแรงงานที่มีปัญหาร่วมกันคือเรื่องค่าแรง หรือข้าราชการชั้นผู้น้อยก็มีปัญหาร่วมกันคือเรื่องระบบเส้นสายการวิ่งเต้น เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นคนละสี กลับต้องมาใส่นวมชกกันแทน ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่จึงมีวิธีคิดว่าจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง นั่นคือการหลอมรวมประเด็นปัญหาของประชาชนที่มีเป็นตัวตั้ง ไม่ใช้การใช้สีเสื้อเป็นตัวตั้ง ที่ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแก้ปัญหาของประชาชนมามากแล้ว

“สิ่งที่การเมืองไทยเป็นมาคือการ polarization นั่นคือเมื่อประชาชนมีปัญหาร่วมกันขึ้นมาเรื่องหนึ่ง แต่พอคนเสนอปัญหาถูกตราหน้าด้วยสีเสื้อแล้ว การถกเถียงกลายเป็นเรื่องอื่นไปแทน สิ่งที่เป็นปัญหาถูกมองข้ามไป ไม่ถูกพูดถึงต่อ ฝ่ายพวกเดียวกันทำอะไรก็ถูก ฝ่ายตรงข้ามทำอะไรก็ผิด เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้พ้นจากตรงนี้ ไม่ใช่การ exclude เอาคนออกไป แต่ต้องหลอมรวมคนเข้ามาด้วยประเด็นปัญหาที่มีร่วมกัน ไม่ได้แปลว่าเราจะสลายเสื้อสี แต่มันจะต้องไม่ใช่ตัวตั้งที่มีความสำคัญเหนือปัญหาของประชาชนอีกต่อไป” นายปิยบุตรกล่าว
ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ บรรยายในหัวข้อ “กระบวนการนโยบายพรรคอนาคตใหม่” โดยกล่าวถึงวิธีคิดในการออกนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่ผ่านมา พร้อมเน้นขอให้ว่าที่ ส.ส.ทุกคนได้ทำงานสื่อสารกับประชาชนให้มากขึ้น เพื่อนำมาสู่กระบวนการจัดทำนโยบายเพิ่มเติมหลังจากนี้ผ่านคณะกรรมการนโยบายของพรรค ทั้งนี้ ภารกิจที่ว่าที่ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่จะต้องเข้าไปทำในสภา คือการเสนอชุดกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนและผลักดันนโยบายของพรรค โดยกฎหมายที่จะต้องเสนอแก้ไขหรือยกเลิก โดยด่วน คือบรรดากฎหมายที่ออกโดย คสช.ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเอื้อประโยชน์ตอบแทนให้พวกพ้องกันเอง ส่วนในด้านเศรษฐกิจ กฎหมายที่ต้องผลักดันต่อจากนี้ คือกฎหมายที่จะขจัดการผูกขาดโดยกลุ่มทุนผูกขาด และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามาทำธุรกิจได้มากขึ้น
“ตัวอย่างของร่าง พ.ร.บ.และประเด็นที่จะมีการผลักดันในสภาโดยพรรคอนาคตใหม่นั้น จะประกอบไปด้วยการเสนอยกเลิก พ.ร.บ.ที่ออกในยุค คสช. 35 ฉบับ รวมถึงคำสั่ง คสช.ที่ให้ประชาชนขึ้นศาลทหาร, การทบทวนสัมปทานรถไฟไทย-จีน, ทบทวนสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน, ทบทวนการยืดหนี้ 4 จี, การแก้ไข พ.ร.บ.สรรพสามิตร เพื่อปลดล็อคเรื่องคราฟต์เบียร์, กฎหมายบังคับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐและรัฐสภา, แก้ไขกฎหมายสวัสดิการแรงงาน, ปฏิรูประบบ BOI ,และกฎหมายอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งก็ขอให้ว่าที่ ส.ส.ทุกคนร่วมกันไปทำการบ้านมาให้เต็มที่” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
ข่าวอื่นน่าสนใจ
