ในระบบการค้าโลกปัจจุบัน “คาร์บอน” ไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่มีราคาอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการภาษีคาร์บอนและ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องต้นทุนการผลิต การแข่งขัน และการเข้าถึงตลาดระหว่างประเทศ
หลักการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคือ Polluter Pays Principle หรือผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม เมื่อหลักการนี้ถูกแปลงเป็นกลไกทางการค้า ผลกระทบจึงขยายตัวจากระดับนโยบายสู่ระดับธุรกิจโดยตรง
ภาษีคาร์บอนคืออะไร และมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ภาษีคาร์บอนคือการจัดเก็บภาษีจากการผลิต นำเข้า หรือใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยคำนวณตามปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา
วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่
-
ทำให้ต้นทุนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสะท้อนในระบบราคา
-
จูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
-
ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานหมุนเวียน
ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ใช้กลไกราคา carbon pricing ทั้งในรูปแบบภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแนวโน้มดังกล่าวยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
CBAM คืออะไร และเกี่ยวข้องกับไทยอย่างไร
สหภาพยุโรป ได้ประกาศใช้ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก carbon leakage หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า
CBAM เริ่มช่วงเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 โดยผู้นำเข้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้า และมีกำหนดเริ่มจัดเก็บค่าใบรับรองตามปริมาณการปล่อยจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
ต้นทุนใบรับรองจะอ้างอิงกับราคาคาร์บอนในระบบ EU ETS ณ ช่วงเวลานั้น จึงมีความผันผวนตามตลาด
แม้ผู้ส่งออกไทยไม่ได้เป็นผู้ซื้อใบรับรองโดยตรง แต่จะถูกกดดันให้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อไม่ให้ต้นทุนสินค้าสูงเกินคู่แข่งในตลาดยุโรป
สถานการณ์สหรัฐอเมริกา
ในสหรัฐอเมริกา มีการเสนอร่าง Clean Competition Act ซึ่งมีแนวคิดกำหนดราคาคาร์บอนกับอุตสาหกรรมที่ปล่อยสูง อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและยังไม่มีผลบังคับใช้ ทิศทางนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งกำลังพิจารณากลไกราคาเพื่อจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้รูปแบบและจังหวะการบังคับใช้จะแตกต่างกัน
ท่าทีและทิศทางของประเทศไทยต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ประเทศไทยประกาศเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065 ซึ่งสะท้อนทิศทางเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปัจจุบัน ไทยยังไม่มีภาษีคาร์บอนในรูปแบบกฎหมายเฉพาะที่บังคับใช้เต็มรูปแบบ แต่มีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบางประเภทให้สะท้อนหลักการด้านคาร์บอนมากขึ้น และอยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคาดว่าจะกำหนดกรอบการรายงานและกลไกกำกับดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง
ด้านมาตรฐานการรับรองข้อมูล หน่วยงานหลักของไทยคือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)ซึ่งกำหนดแนวทางการประเมินและรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งในระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ แรงกดดันจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ทำให้ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม แม้กลไกภายในประเทศยังอยู่ระหว่างพัฒนา
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก: 3 ขอบเขตที่ธุรกิจต้องเข้าใจ
การจัดการคาร์บอนต้องเริ่มจากการวัด โดยแบ่งออกเป็น 3 ขอบเขตหลัก
Scope 1: การปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร
Scope 2: การปล่อยทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้าหรือพลังงานที่ซื้อมา
Scope 3: การปล่อยตลอดห่วงโซ่มูลค่า เช่น วัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งาน และการจัดการของเสีย
สำหรับ CBAM ประเด็นสำคัญคือ Embedded Emissions หรือคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Carbon Footprint of Product
กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบในระยะแรก
CBAM ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน และสินค้าปลายน้ำบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเหล็ก
ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ส่งออกโดยตรง หากธุรกิจเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ก็อาจถูกกำหนดให้จัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเพื่อสนับสนุนการรายงานของคู่ค้า
แนวทางรับมือเชิงระบบ
-
ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์
-
จัดทำระบบเก็บข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
-
ขอการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
-
วางแผนลดการปล่อยในระยะกลางและระยะยาว
การปรับตัวเชิงกลยุทธ์: จากการปฏิบัติตามกฎ สู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน
เมื่อคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ การปรับตัวไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรายงานเพื่อให้ผ่านข้อกำหนด แต่ต้องยกระดับสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างจริงจัง องค์กรควรพิจารณา
-
การปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว
-
การลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ
-
การบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะข้อมูล Scope 3
-
การเปลี่ยนมุมมองจากการปฏิบัติตามกฎหมาย ไปสู่การสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
ในระบบเศรษฐกิจที่คาร์บอนมีราคา ความสามารถในการวัด รายงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
บทสรุป
ภาษีคาร์บอนและ CBAM ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว แต่เป็นกลไกที่กำลังกำหนดมาตรฐานการแข่งขันใหม่ของโลกการค้า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าองค์กรจะได้รับผลกระทบหรือไม่
แต่คือองค์กรจะปรับตัวได้เร็วและเป็นระบบเพียงใด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่กำลังชัดเจนขึ้นทุกปี



