ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง “ธนาธร” ขอให้ยกเลิกคำสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ ชี้ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง พร้อมรับคำร้องปม 32 ส.ส. ถือหุ้นสื่อ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
วันนี้ (4 ก.ย.62) ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาพิจารณาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ โดยที่ประชุมได้พิจารณาคำร้อง ของผู้ถูกร้อง(นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) ที่ขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งโดยเร่งด่วนแล้ว เห็นว่ายังไม่ปรากฏพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม จึงให้ยกคำร้องขอ และต่อจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าจะมีการไต่สวนพยานบุคคล โดยจะหมายเรียกพยานบุคคลใดและพยานเอกสารฉบับใดบ้าง กำหนดนัดอภิปรายต่อในวันพุธที่ 11 กันยายน
รับคำร้องปม 32 ส.ส. ถือหุ้นสื่อ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาพิจารณาคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา82 ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 33 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่
โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องปรากฏว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 51 คนซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรผู้ร้องขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกร้องรวมจำนวน 33 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82วรรคหนึ่งเนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องจำนวน 33 คนสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98 (3)
“วุฒินันท์ บุญชู” อนาคตใหม่ รอด 1 เดียว
ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) บัญญัติลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ว่า“เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ” มิใช่เพียงมีเจตนาหรือความประสงค์จะทำกิจการดังกล่าวเท่านั้น ถึงแม้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทมีวัตถุที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจพอที่จะใช้เป็นเหตุให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลได้ แต่ก่อนที่ศาลจะรับคำร้องไว้พิจารณาต่อไป ยังจำเป็นต้องตรวจสอบวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ผู้ถูกร้องทั้ง 33 คนเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นอยู่ว่าเป็นวัตถุที่ประสงค์ที่จะประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ หรือไม่ ซึ่งเมื่อตรวจสอบจากคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องนี้แล้ว
ปรากฏว่ากรณีของนายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกร้องที่ 29 ที่ถูกกล่าวอ้างว่าถือหุ้นในบริษัท รุ่งเรืองสยาม ซูมิคอน จำกัด และบริษัทดังกล่าวมีวัตถุที่ประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน โดยตามคำร้องระบุไว้ในข้อ 11 ว่า “ประกอบกิจการจัดเก็บ รวบรวม จัดทำ จัดพิมพ์และเผยแพร่สถิติ ข้อมูล ในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงิน การตลาด รวมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลในการดำเนินธุรกิจ” และข้อ 17 ระบุว่า “ประกอบกิจการจัดสร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์และโรงมหรสพอื่น สถานพักตากอากาศ สนามกีฬา สระว่ายน้ำ โบว์ลิ่ง” แต่เมื่อพิจารณาจากเอกสารประกอบคำร้อง คือ หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แล้ว ปรากฏว่ามีข้อความไม่ตรงกันกับคำกล่าวอ้างของผู้ร้องดังกล่าว กล่าวคือ ข้อ 11 ระบุวัตถุที่ประสงค์ไว้ว่า “ประกอบกิจการค้า เครื่องเคหะภัณฑ์ เครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องแก้ว เครื่องครัว ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ พัดลม เครื่องดูดอากาศ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เตารีดไฟฟ้า เครื่องทำความร้อน เครื่องทำความเย็น เตาอบไมโครเวฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า รวมทั้งอะไหล่และอุปกรณ์ของสินค้าดังกล่าว”
ส่วนข้อ 17 ระบุวัตถุที่ประสงค์ไว้ว่า “ประกอบกิจการค้า กระดาษ เครื่องเขียน แบบเรียน แบบพิมพ์ หนังสือ อุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์การถ่ายภาพและภาพยนตร์ เครื่องคำนวณ เครื่องพิมพ์ อุปกรณ์การพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ตู้เก็บเอกสาร เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์และอะไหล่ของสินค้าดังกล่าว” กรณีนี้ จึงไม่ปรากฏวัตถุที่ประสงค์ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง และเมื่อพิจารณารายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ตามข้อ 11 และข้อ 17 ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า เป็นวัตถุที่ประสงค์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ซึ่งเป็นไปตามแนวการพิจารณาสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ดังนั้นกรณีดังกล่าวจึงไม่เป็นลักษณะเข้าข่ายอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกร้องที่ 29 ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) แต่อย่างใด จึงเห็นควรมีคำสั่งไม่รับคำร้องในรายของผู้ถูกร้องที่ 29 ไว้พิจารณาวินิจฉัย
สำหรับคำร้องของผู้ร้องในส่วนของผู้ถูกร้องที่เหลือจำนวน32 คนเห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ.2561มาตรา7(5)แล้วศาลรัฐธรรมนูญจึงสั่งรับคำร้องเฉพาะของผู้ถูกร้อง จำนวน 32 คน ไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบ พร้อมส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนเพื่อยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง
สำหรับคำขอให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้นเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา82 วรรคสอง บัญญัติเงื่อนไขไว้ว่าจะต้อง “ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง” แต่ในคดีนี้ไม่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงจึงไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานอื่นใดให้ใช้เป็นฐานแห่งการพิจารณาคงมีเพียงหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทระบุวัตถุที่ประสงค์กับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเอกสารประกอบคำร้องเท่านั้นไม่ปรากฏแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัท ฯ (แบบ สสช.๑) และแบบนำส่งงบการเงินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการใด กรณีจึงยังไม่มีมูลให้เห็นว่าผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจใด ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้ยุติเสียก่อน เมื่อยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้อง จำนวน32 คนมีกรณีตามที่ถูกร้อง ในชั้นนี้จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสามสิบสองคนหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง.


ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
