“ลุงตู่” ย้ำอย่าหลงเชื่อ หลงแชร์ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่มั่นใจ

“ลุงตู่” ย้ำอย่าหลงเชื่อ หลงแชร์ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่มั่นใจ


โดยรัฐบาลขอให้คำมั่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่
สานต่อพระราชภารกิจ และสนองพระปฐมบรมราชโองการ อย่างเต็มกำลังความสามารถและสติปัญญา
รวมทั้งขอปฏิญาณตนว่า จักจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
จนกว่าชีวิตจะหาไม่

ในเรื่องของการสื่อสารกับประชาชน รายการจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของรายการ
เน้นในเรื่องของการ
การดำเนินการสานต่อพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทั้งนี้
“ศาสตร์พระราชา” ซึ่งได้รับการยกย่องในเวทีระดับโลก
 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
”
(Sufficiency Economy Philosophy : SEP) ได้รับการเชิดชูสูงสุด
จากองค์การสหประชาชาติ (
UN) และองค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก
ทั่วโลก ได้ยึดถือเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน

ในส่วนของรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า ที่ผ่านมา
ได้ส่งเสริมให้ประชาชน ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้
ในหลายๆ รูปแบบ  เช่น
การจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อ
“ลดรายจ่าย
เพิ่มรายได้
”

รวมถึงการ “ต่อยอด – ขยายผล” หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับภูมิภาค
และระดับโลก ทั้งในเวที
G77, G20 และ ACD
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้นำเสนอผลสำเร็จ ในการพึ่งพาตนเอง สร้างความเข้มแข็ง
ตั้งแต่ระดับฐานราก 
เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความสมดุลในทุกมิติ
รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผ่าน
“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาต่างๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง
ตามภูมิภาคที่แตกต่าง ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา
, ห้วยทราย จ.เพชรบุรี, อ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี,
ภูพาน จ.สกลนคร, ห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่
และพิกุลทอง จ.นราธิวาส

นอกจากนี้  รัฐบาลได้สืบสานพระราชปณิธาน
ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีมากกว่า 4
,000 โครงการ ทั่วประเทศ ให้ยังคงอยู่
อีกทั้ง ได้ขยายศักยภาพ โดยนำหลักการบริหารของ
“ศูนย์การเรียนรู้”
ประกอบกับการแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่  โดยมีการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้”
ของกระทรวงต่างๆ  เช่น
ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ของกระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนมากกว่า7
,000 แห่งทั่วประเทศ ศูนย์การเรียนรู้ ICT
ชุมชน ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำนวน 2,000 กว่าแห่ง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล, นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” และการสร้าง
Smart Farmer เป็นต้น โดยยังมีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ระยะ 5 ปี
, 2559
ถึง 2564 บนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่ออีกว่า “สำหรับ “ศาสตร์พระราชา” ที่เกี่ยวกับน้ำ 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัย
เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นพิเศษ ทรงให้ความสำคัญในลักษณะ
“น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ตอนหนึ่งว่า“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก
เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น  ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้
ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ 
ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ 
แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…
”

การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทานนั้น  นับเป็นงานที่มีความสำคัญ
ซึ่งมีการดำเนินการตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ
เพื่อแก้ไขปัญหากับประชาชนมาโดยตลอด อย่าง ในโครงการฝนหลวงที่ทดลองในท้องฟ้าเป็น
“ครั้งแรก”ในปี
2512  จนถึงปัจจุบัน  ซึ่งพระองค์ ทรงติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง
ด้วยพระองค์เองโดยตลอด 
และได้พระราชทานตั้ง
“ศูนย์ฝนหลวงพิเศษ” พร้อมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และคำแนะนำ อยู่เสมอ จนมีการนำเอาไปเป็นต้นแบบใช้ในอีกหลายประเทศ
โดยได้รับพระบรมราชานุญาต สิทธิบัตรฝนหลวง ใน ออสเตรเลีย
, แทนซาเนีย,
โอมา และจอร์แดน นะครับ 
และกำลังเตรียมการเรื่องนี้ด้วยในประเทศภูฎาน 

ส่วนเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนด้านอุทกภัย และด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค  ก็ยังมีโครงการแก้มลิง  และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีระบบ
 ซึ่งรัฐบาลได้น้อมนำแนวทางแก้ปัญหาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ
 จัดทำเป็น
“แผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทั้งระบบ” ระยะยาว 12
ปี  ตั้งแต่
“ต้นทาง –
กลางทาง – ปลายทาง” 

นอกจากนั้น เรายังมีมาตรการเสริม
เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการน้ำ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่
Agri Map เข้ามาช่วยในกระบวนการโซนนิ่ง,
การทำเกษตรแปลงใหญ่, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช,
การทำไร่นาสวนผสม เป็นต้นนะครับ ของกระทรวงเกษตร จำนวน 882 ศูนย์”
นายกรัฐในตรีกล่าวและว่า

สำหรับในห้วงเวลานี้ อยากขอบคุณ  เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ประชาชนทุกคน รวมถึง “จิตอาสา” ที่ช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศ
ที่จะเดินทางมาแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ บริเวณท้องสนามหลวงซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี
แด่
“พ่อหลวง” ของปวงชนชาวและอยากให้พี่น้องประชาชนคนไทย
มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยเหลือแบ่งปัน 
ทั้งในวันนี้ และในวันข้างหน้า

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้
ควรต้องระมัดระวังเรื่องความขัดแย้ง ซึ่งในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ มีข้อมูลข่าวสาร
ที่ทุกคนติดตามกันอยู่ในหลายๆส่วน ขอให้ยึดถือช่องทางสื่อสารของรัฐบาล
เป็นสำคัญ  อย่าหลงเชื่อ หลงแชร์
ข้อมูลข่าวสารที่ไม่มั่นใจ ไม่สามารถอ้างอิงแหล่งที่มาได้  เนื่องจากหลายเรื่องมีความอ่อนไหว นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว
อาจสร้างความเสียหายให้กับสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน
รวมทั้งประเทศชาติด้วย รวมถึง ไม่อยากให้มีการกระทบกระทั่งกัน
  ไม่ตัดสินปัญหา
“ด้วยกำลัง” แต่ควรใช้สติ และใช้กฎหมาย
สังคมมีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว หากทุกคนเคารพสิทธิ ซึ่งกันและกัน
รวมทั้งเคารพกระบวนการของศาลตัดสินยุติธรรม”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

โดย นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวในตอนท้ายว่า  ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านอยากให้ทุกคน
รวมพลังใจที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศให้ก้าวต่อไป สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสืบสานแนวทางพระราชดำริ
และสานต่อพระราชปณิธาน  ด้วยความรู้ รัก
สามัคคีของคนในชาติ 
มุ่งมั่นตั้งใจขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

                 “รัฐบาลขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศที่ได้ร่วมกัน
ทั้งร่วมมือร่วมใจให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
กุมมือกันผ่านช่วงเวลาที่โศกเศร้าแสนสาหัสในครั้งนี้
กลับสู่สติที่มั่นคงและก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน
ด้วยปัญญาด้วยพลังและด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและแนวแน่
ที่จะสืบสานพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์ผู้เป็นที่รักเทิดทูนของพวกเราทุกคน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

  

Developed by sarunyacrop