สัตว์เลี้ยงก็มี “Carbon Pawprint” เปิดวิธีเลี้ยงน้องหมา-แมวให้เป็นมิตรกับโลก

สัตว์เลี้ยงก็มี “Carbon Pawprint” เปิดวิธีเลี้ยงน้องหมา-แมวให้เป็นมิตรกับโลก

สำหรับคนรักสัตว์ “หมาและแมว” ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงอีกต่อไป แต่กลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว จนเจ้าของจำนวนมากยอมเลือกอาหาร ของเล่น และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้นเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การดูแลสัตว์เลี้ยงก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง “อาหาร” เพราะสัตว์เลี้ยงจำนวนมากบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นประจำทุกวัน ขณะที่กระบวนการผลิตเนื้อสัตว์เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน อาหาร น้ำ การจัดการของเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รายงานของ Associated Press (AP) ชี้ว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถลด “คาร์บอนพอว์พรินต์” หรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงสัตว์ได้ผ่านการตัดสินใจเล็ก ๆ ตั้งแต่อาหารที่เลือก ไปจนถึงของใช้ต่าง ๆ ของน้องหมาและแมว

 

อาหารสัตว์ จุดเริ่มต้นสำคัญของการลดผลกระทบ

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้สัตว์เลี้ยงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมคือ “อาหาร” เพราะอาหารที่สัตว์เลี้ยงกินเชื่อมโยงกับทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตวัตถุดิบ โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์

ข้อมูลที่ AP รายงานระบุว่า ในสหรัฐฯ การให้อาหารสุนัขและแมวมีส่วนต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการบริโภคเนื้อมากกว่า 1 ใน 4 และมลพิษจากเนื้อสัตว์ที่ใช้เลี้ยงสุนัขและแมวมีระดับเทียบเท่ากับมลพิษจากรถยนต์ประมาณ 13.6 ล้านคันที่ขับเป็นเวลาหนึ่งปี ตามการศึกษาของ UCLA

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการเลี้ยงสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อโลก แต่สะท้อนให้เห็นว่า “สิ่งที่เราเลือกให้น้องกิน” สามารถเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระดับที่ไม่ควรมองข้าม

 

อาหารแบบ Human-grade ไม่ได้แปลว่ายั่งยืนกว่าเสมอไป

ปัจจุบันอาหารสัตว์แบบสด แช่เย็น หรือที่เรียกว่า “Human-grade” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะถูกสื่อสารว่าเป็นอาหารคุณภาพสูงและใกล้เคียงกับอาหารของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม Alison Manchester จาก Cornell University College of Veterinary Medicine ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานมากเพียงพอที่จะยืนยันว่าอาหารแบบสดหรือ Human-grade ทำให้สัตว์เลี้ยงมีผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีกว่าอาหารสัตว์ทั่วไปอย่างชัดเจน

ในทางกลับกัน อาหารสัตว์แบบเม็ดและอาหารเปียกแบบดั้งเดิมสามารถให้สารอาหารที่สมดุลได้ และมักใช้ชิ้นส่วนของสัตว์ที่มนุษย์ไม่นิยมบริโภค ซึ่งช่วยใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบได้มากขึ้น

ดังนั้น “แพ็กเกจดูพรีเมียม” หรือการใช้วัตถุดิบที่เจ้าของมองว่าน่ากิน ไม่ได้หมายความว่าอาหารนั้นจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าเสมอไป

 

ลดอาหารเกินความจำเป็น ช่วยทั้งสุขภาพสัตว์และโลก

อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายคือ “อย่าให้อาหารเกินความต้องการ”

การให้อาหารมากเกินไปไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงที่สัตว์เลี้ยงจะมีน้ำหนักเกิน แต่ยังหมายถึงการใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตอาหารมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันอาหารที่ถูกกินเกินก็มีส่วนทำให้ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เจ้าของจึงสามารถเริ่มต้นจากการคำนวณปริมาณอาหารให้เหมาะกับขนาด อายุ และกิจกรรมของสัตว์ รวมถึงไม่ลืมนับ “ขนม” ที่ให้ระหว่างวันเข้าไปด้วย

แนวคิดนี้สะท้อนหลักการ ESG ในมิติสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน เพราะการบริโภคอย่างพอดีคือหนึ่งในวิธีลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง

 

โปรตีนก็เลือกได้ แต่ต้องคำนึงถึงชนิดของสัตว์

สำหรับสุนัข งานที่ AP อ้างถึงระบุว่า สุนัขสามารถได้รับโปรตีนและสารอาหารที่สมดุลจากอาหารที่ไม่ได้มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลักได้ หากได้รับการออกแบบสูตรอย่างเหมาะสม

แต่กรณีของแมวมีข้อจำกัดมากกว่า เนื่องจากแมวต้องพึ่งพาสารอาหารจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์มากกว่า และ AP ระบุว่ายังไม่มีอาหารแมววีแกนเชิงพาณิชย์ที่สามารถยืนยันได้ว่าให้สารอาหารครบถ้วนและสมดุล

หากพิจารณาเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โปรตีนแต่ละชนิดก็มีผลกระทบไม่เท่ากัน โดยเนื้อวัวมีผลกระทบสูงกว่า ขณะที่ไก่และปลาโดยทั่วไปมีผลกระทบต่ำกว่าเนื้อวัว และโปรตีนจากพืชมีผลกระทบต่ำกว่าในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนอาหารสัตว์ควรคำนึงถึงความต้องการทางโภชนาการของสัตว์แต่ละชนิดเป็นหลัก ไม่ควรเปลี่ยนอาหารเพียงเพราะต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจนทำให้สัตว์ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

 

เลือกของใช้สัตว์เลี้ยงแบบ “ใช้ได้นาน” แทนการซื้อใหม่บ่อย ๆ

นอกจากอาหารแล้ว ของเล่น เสื้อผ้า ที่นอน สายจูง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของรอยเท้าสิ่งแวดล้อมของสัตว์เลี้ยง

AP ระบุว่า การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล วัสดุที่มาจากกระบวนการเกษตรที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ หรือวัสดุที่มีความทนทาน สามารถช่วยลดผลกระทบได้ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้นานย่อมลดความจำเป็นในการซื้อและเปลี่ยนของใหม่บ่อยครั้ง

บางครั้งวิธีลดผลกระทบก็ไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าที่ “รักษ์โลก” เพิ่มขึ้น แต่สามารถเริ่มจากการใช้สิ่งของที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่า เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ที่ปลอดภัยมาประยุกต์เป็นของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยง แทนการซื้อของเล่นใหม่ทุกครั้งที่น้องเบื่อ

 

“รับเลี้ยง” ก็เป็นอีกทางเลือกที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน

ความยั่งยืนของการเลี้ยงสัตว์ไม่ได้จบอยู่แค่เรื่องอาหาร เพราะ “สัตว์มาจากไหน” ก็มีความเกี่ยวข้องเช่นกัน

AP รายงานว่า การซื้อสุนัขจากผู้เพาะพันธุ์เป็นการสร้างความต้องการให้มีการผลิตสุนัขเพิ่มขึ้น ขณะที่สุนัขที่อยู่ในศูนย์พักพิงเป็นสัตว์ที่มีอยู่แล้วและกำลังรอบ้านใหม่ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่ AP สัมภาษณ์จึงมองว่าการรับสัตว์จากศูนย์พักพิงสามารถเป็นทางเลือกที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าในบางกรณี

นอกจากนี้ ขนาดของสัตว์ก็มีผลต่อปริมาณทรัพยากรที่ต้องใช้ โดยทั่วไปสัตว์เลี้ยงที่มีขนาดเล็กกว่าจะกินอาหารน้อยกว่า สร้างของเสียน้อยกว่า และใช้อุปกรณ์ที่ต้องใช้วัสดุน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสัตว์ขนาดใหญ่

 

เลี้ยงสัตว์อย่างไรให้ “รักน้อง” และ “รักโลก” ไปพร้อมกัน

การลดคาร์บอนพอว์พรินต์ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของต้องลดคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง หรือหันไปเลือกอาหารราคาถูกที่สุด แต่คือการตั้งคำถามก่อนซื้อว่า “สิ่งนี้จำเป็นกับน้องจริงหรือไม่” และ “มีทางเลือกที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่านี้หรือไม่”

เริ่มได้จาก 5 เรื่องง่าย ๆ

1. ให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม
ลดการให้อาหารและขนมเกินความจำเป็น ช่วยทั้งควบคุมน้ำหนักและลดการใช้ทรัพยากร

2. เลือกอาหารจากข้อมูล ไม่ใช่แค่การตลาด
อาหารที่ดูพรีเมียมหรือใช้คำว่า Human-grade ไม่ได้หมายความว่าจะดีต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมกว่าเสมอไป

3. พิจารณาแหล่งโปรตีน
เลือกสูตรอาหารที่เหมาะสมกับสัตว์แต่ละชนิด และหากเป็นไปได้ควรพิจารณาแหล่งโปรตีนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า

4. ใช้ของให้คุ้มและเลือกของที่ทนทาน
ลดการซื้อของเล่นหรืออุปกรณ์ใหม่โดยไม่จำเป็น และเลือกวัสดุที่ทนทานหรือรีไซเคิลได้เมื่อจำเป็นต้องซื้อ

5. พิจารณาการรับเลี้ยง
การเปิดบ้านให้สัตว์ที่กำลังรอครอบครัวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาสัตว์ไร้บ้าน พร้อมลดความต้องการในการผลิตสัตว์ใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว การมีสัตว์เลี้ยงไม่ได้ขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องความยั่งยืน แต่ทำให้เราเห็นว่า ESG สามารถเริ่มต้นได้จาก “พฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน” แม้กระทั่งชามอาหารของน้องหมาและน้องแมว

เมื่อเจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายล้านคนเริ่มเลือกอย่างมีข้อมูล ลดการบริโภคที่เกินจำเป็น และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของสินค้าและอาหาร การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ก็สามารถรวมกันเป็นแรงกระเพื่อมที่ใหญ่ขึ้นต่อระบบอาหาร การผลิต และสิ่งแวดล้อมได้

 

ที่มา : apnews

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : จากดินใต้เท้าสู่ปอดมนุษย์! เชื้อรา ‘ดื้อยา รักษายากขึ้น -ขยายอาณาเขต’ ศัตรูเงียบคร่า 3.8 ล้านชีวิต/ปี เพราะ ‘โลกร้อน’ ขึ้น – ESG Universe

Developed by sarunyacrop