CDP 25 ปี เปลี่ยนข้อมูลสิ่งแวดล้อมสู่พลังธุรกิจ

CDP 25 ปี เปลี่ยนข้อมูลสิ่งแวดล้อมสู่พลังธุรกิจ

จากเรื่อง “แปลก” สู่ข้อมูลสำคัญ: 25 ปี CDP เปลี่ยนการเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ

ตลอดช่วง 25 ปีที่ผ่านมา การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนจากเรื่องที่ธุรกิจจำนวนมากมองว่าเป็นภาระหรือเรื่องเฉพาะทาง สู่หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่นักลงทุน บริษัท และหน่วยงานกำกับดูแลใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยมี CDP (เดิมชื่อ Carbon Disclosure Project) เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

Reuters รายงานถึงเส้นทางตลอด 25 ปีของ CDP ผ่านมุมมองของ Sherry Madera ซีอีโอของ CDP ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจและตลาดทุนในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นที่บริษัทบางแห่งยังไม่เห็นความจำเป็นในการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนปัจจุบันมีองค์กรกว่า 23,100 แห่งทั่วโลกเข้าร่วมเปิดเผยข้อมูลผ่าน CDP

 

จากคำถามเรื่อง “ทำไมต้องเปิดเผย” สู่มาตรฐานของธุรกิจ

CDP ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 ด้วยแนวคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกพูดถึงเฉพาะในแวดวงวิทยาศาสตร์หรือภาคประชาสังคม แต่ควรเชื่อมโยงเข้ากับตลาดทุน นักลงทุน และการตัดสินใจทางธุรกิจ

ในปี 2002 CDP เริ่มต้นการขอข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศจากบริษัทต่าง ๆ ในนามของนักลงทุนสถาบัน 35 ราย โดยมีบริษัทตอบกลับเพียง 245 แห่ง

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนคือ Microsoft ซึ่งในปี 2004 เคยตอบกลับ CDP ว่า บริษัทไม่ได้มีการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยังไม่มีแผนที่จะดำเนินการดังกล่าว แต่เมื่อ CDP ขอข้อมูลอีกครั้งในปีถัดมา Microsoft ได้ส่งข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับมาอย่างละเอียดมากขึ้น

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างธุรกิจ นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสีย

 

23,100 องค์กร กับข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมมากกว่า “คาร์บอน”

ปัจจุบัน CDP ไม่ได้จำกัดการเก็บข้อมูลอยู่เพียงเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ขยายไปสู่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงทางธุรกิจมากขึ้น เช่น น้ำ ป่าไม้ ห่วงโซ่อุปทาน พลาสติก และเมือง

Reuters ระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัท เมือง รัฐ และภูมิภาคมากกว่า 23,100 แห่งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน CDP โดยองค์กรเหล่านี้มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณสองในสามของมูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลก

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มบริษัทที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างข้อมูลที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนในวงกว้าง

ข้อมูลสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีไว้แค่ “รายงาน”

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไป คือวัตถุประสงค์ของการเปิดเผยข้อมูล

ในอดีต บริษัทอาจมองการรายงานข้อมูลสิ่งแวดล้อมในฐานะภาระด้านเอกสารหรือเครื่องมือด้านภาพลักษณ์ แต่ปัจจุบันข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้เพื่อค้นหาความเสี่ยงและโอกาสภายในธุรกิจได้

Rachel Delacour ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มด้านข้อมูลความยั่งยืน Sweep ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลผ่าน CDP ช่วยให้องค์กรมองเห็นข้อมูลสิ่งแวดล้อมของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และสามารถค้นหาจุดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ปรับปรุงคุณภาพข้อมูล รวมถึงยกระดับการกำกับดูแลภายในองค์กร

เมื่อบริษัทสามารถระบุได้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือความไม่มีประสิทธิภาพเกิดขึ้นบริเวณใด ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้กำหนดมาตรการลดผลกระทบ ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

ดังนั้น “การเปิดเผยข้อมูล” จึงไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของกระบวนการ ESG แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจทางธุรกิจที่มีข้อมูลรองรับ

 

Climate Risk กำลังกลายเป็น Business Risk

Sherry Madera มองว่า ความสำคัญของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งเพิ่มขึ้นท่ามกลางความผันผวนของโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ

ตัวอย่างหนึ่งคือ “ความเสี่ยงด้านน้ำ” ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะภาคเกษตรกรรมหรืออาหารเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น

Madera ระบุว่า ภายในปี 2030 ความต้องการใช้น้ำทั่วโลกอาจสูงกว่าอุปทานถึง 40% และการใช้น้ำของ AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นปัจจัยที่ธุรกิจจำเป็นต้องนำมาประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการแข่งขัน

ประเด็นนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของ ESG ว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้แยกออกจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอีกต่อไป หากบริษัทไม่สามารถเข้าถึงพลังงาน น้ำ หรือวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างมั่นคง ผลกระทบก็สามารถส่งต่อไปถึงต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และรายได้ของธุรกิจได้

 

จาก “Transparency” สู่การเปลี่ยนแปลงจริง

ตลอด 25 ปี CDP มีส่วนช่วยสร้างระบบข้อมูลที่ทำให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่ในกระบวนการดำเนินงาน

Kristin Hull นักลงทุนและผู้ก่อตั้ง Nia Impact Capital มองว่า ข้อมูลจาก CDP ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินและเปรียบเทียบว่าบริษัทใดกำลังบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และบริษัทใดอาจเพียงนำเสนอเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การมีข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข

David Costa ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจด้านความยั่งยืนของ NTT Data ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า “ความโปร่งใส” ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

CDP เตรียมปรับโครงสร้าง รับบทบาทใหม่ในโลก ESG

เมื่อความต้องการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น CDP เองก็อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กร โดยเตรียมแยกส่วนงานเชิงพาณิชย์ออกจากมูลนิธิไม่แสวงหากำไร เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถมุ่งเน้นภารกิจของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน CDP ยังพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยลดภาระของบริษัทในการจัดทำข้อมูล โดยมีฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยทำให้กระบวนการป้อนข้อมูลเป็นอัตโนมัติมากขึ้น ซึ่ง Reuters รายงานว่าสามารถช่วยลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวได้ราว 40%

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า ในอนาคตการรายงาน ESG อาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่อง “ใครเปิดเผยข้อมูลมากกว่า” แต่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสม่ำเสมอ ความสามารถในการเปรียบเทียบ และการนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจได้จริง

 

ESG ในวันที่ “ข้อมูล” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

ตลอด 25 ปี CDP เปลี่ยนจากองค์กรที่เคยถูกมองว่าเสนอแนวคิด “แปลก” ในช่วงเริ่มต้น มาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีเพียงจำนวนบริษัทที่เปิดเผยข้อมูล แต่คือวิธีคิดของภาคธุรกิจและนักลงทุนที่เริ่มมองว่าข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ น้ำ ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางเศรษฐกิจ

สำหรับภาคธุรกิจ บทเรียนสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงตลอด 25 ปีอาจไม่ใช่เพียง “ต้องรายงาน ESG” แต่คือ ต้องรู้ว่าข้อมูลที่รายงานกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเอง

เพราะในโลกที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น การมีข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปใช้ได้จริง อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ก่อนที่จะสายเกินไป

 

ที่มา : reuters

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : Sodium-ion Battery แบตเตอรี่จากเกลือ ทางเลือกใหม่ลดพึ่งพา Lithium – ESG Universe

Developed by sarunyacrop