ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ‘ปัญหาน้ำท่วม’ ดูจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้คนอีกต่อไป ดูได้จากฝนที่ตกหนักมากขึ้น, พื้นที่ที่ไม่เคยน้ำท่วมมาก่อนมาวันนี้จมน้ำไปเป็นที่เรียบร้อยเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไม่สามารถมองข้ามและต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยธรรมชาตินี้
ภายในงานเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ซึ่งหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจมีการพูดถึงในประเด็น “From Risk to Action: กันก่อนท่วม ร่วมวาดอนาคตไทยพ้นภัยน้ำ ที่มีผู้เกี่ยวข้องมาแลกเปลี่ยนบทเรียน และประสบการณ์
อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อดีตอาจารย์สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ มองว่าน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภาครัฐควรจัดการข้อมูลให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ย้อนกลับไปน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว เกิดขึ้น 2 รอบ ช่วงแรกท่วมในวันที่ 20 พ.ย. และน้ำลดในช่วงวันที่ 21 พ.ย. ตอนเย็น ซึ่งประชาชนได้ทำความสะอาดบ้าน พร้อมกลับเข้ามาอยู่ แม้จะไม่มีการขึ้นธงเขียว ยังเป็นธงแดงอยู่ แต่ความเชื่อของคนที่เชื่อมั่นในคลอง ระบบระบายน้ำที่ค่อนข้างพึ่งพึงได้ เลยไม่มีความสนใจกับคำเตือนของ cell broadcast ที่ข้อความเตือนมีความคลุมเครือ

อย่างไรก็ตาม น้ำเริ่มมาจริงในคืนวันนั้น ราว 2 ทุ่ม–ตี 3 โดยความสูงของน้ำไม่ต่ำกว่า 2 เมตร บางพื้นที่สูงถึง 5 เมตรสิ่งที่มากกว่าตัวเลขของการสูญเสียคือชีวิตผู้คนที่ต้องเอาตัวรอดหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้หากจัดการได้ดีกว่านี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้
หลังน้ำลดได้ช่วยเหลือกันเอง ชุมชนต้องพึ่งพาอาศัยกัน เช่น การเปิดศูนย์ซ่อมมอเตอร์ไซค์ร่วมกับหลายภาคส่วน เช่น มูลนิธิ SCG เพื่อช่วยเหลือกัน เพราะนี่คือยานพาหนะที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของคนจนเมือง ไม่ว่าจะเป็น ไปส่งลูก, ไปตลาด, ไปทำมาหากิน จากเหตุการณ์น้ำท่วมวิธีคิดต้องเปลี่ยน โดยเฉพาะ Mindset ที่จะอยู่กับน้ำอย่างไร
สำหรับ ‘นครปฐม’ เป็นจังหวัดที่ไม่ค่อยประสบภัยเรื่องของน้ำท่วม อะไรคือกุญแจสำคัญของการปลดล็อกปัญหานี้ คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม อธิบายว่านครปฐมมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีพระปฐมเจดีย์ จุดนี้ได้เชื่อมโยงกับประชาชน เช่นเดียวกับการใช้หลักทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นคือ หลักการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ, หลักภูมิศาสตร์ รวมถึงหลักการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ โดยมีหัวใจสำคัญที่ยกขึ้นมาเป็นหลัก คือการส่งเสริมให้เกิดความจริงใจ ระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคธุรกิจเอกชน เน้นสร้างการมีส่วนร่วม ฟังความคิดเห็นของแต่ละอำเภอ ทุกช่วงวัย ทุกอาชีพ มาร่วมตอบคำถาม 2 ข้อ คือ “ปัญหาที่อยากแก้” กับ “ความดีที่อยากทำ” เพื่อนำมากำหนดทิศทางวางแผนพัฒนา เพราะไม่มีใครรู้ข้อมูลดีไปกว่าชาวนครปฐม

ความประสบความสำเร็จกับการบริหารน้ำแบบครบวงจรที่เวลาเกิดน้ำท่วมจังหวัดนครปฐมได้รับผลกระทบน้อยที่สุดมาจากการสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายภาคประชาชน ยกตัวอย่าง คลองในพื้นที่ อบต. แต่ละหน่วยงานก็จะดูแค่พื้นที่ของตัวเอง ซึ่งจะเกิดปัญหาการระบายน้ำ จึงมีการทำข้อมูลเพื่อให้ อบต. ได้เห็นภาพรวม เกิดความเข้าใจของเส้นทางไหลของน้ำจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งร่วมกัน รวมถึงมีทีมวิจัยเก็บข้อมูลด้านสถิติของปริมาณน้ำสร้างความเข้าใจให้ทุกคน และการทำงานร่วมกับภาคีอื่น ๆ อย่างกรมอุตุฯ ที่คอยคาดการณ์เรื่องของสภาพน้ำ การเตรียมพร้อมหากฝนกำลังมา การเปิดประตูระบายน้ำ พร่องน้ำต้องทำอย่างไร เหล่านี้ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของข้อกฎหมายที่นครปฐมอยู่ลุ่มน้ำท่าจีน การจะระบายไปสู่ทะเลต้องผ่านจังหวัดสมุทรสาคร แต่ถ้าปลายทางที่จะระบายลงไป จังหวัดไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้ประกาศภัย แต่จังหวัดนครปฐมประกาศภัย อยากช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มีเครื่องผลักดันน้ำ แต่จังหวัดปลายทางไม่ประกาศภัยงบประมาณตรงนั้นไม่สามารถใช้ได้ ถ้าข้อกฎหมายมีการปลดล็อกตรงนี้ จะทำให้การระบายน้ำทั้งลุ่มน้ำมีประสิทธิภาพ
ผู้ว่าราชการนครปฐม ทิ้งท้ายว่าทุกจังหวัดอยู่ภายใต้งบประมาณเดียวกัน ไม่ต้องรองบประมาณโครงการขนาดใหญ่ สิ่งที่เราทำได้เลยทันทีในเรื่องของอุปสรรคกีดขวางทางเดินน้ำ เช่น เรื่องผักตบชวา ใช่วิธีการฉายภาพให้กับผู้รับผิดชอบได้เห็นว่าคลองไหนมีผักตบชวา ไม่มีเห็นน้ำในการระบายเลย ก็จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เส้นเลือดฝอยจะมีส่วนช่วยในเรื่องของการระบายน้ำได้ดีเป็นอย่างยิ่ง
มาที่คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่พูดถึงคำถามที่ว่า กทม. เสี่ยงน้ำท่วมแค่ไหนว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสาเหตุน้ำท่วมของกรุงเทพฯ มาจาก “น้ำฝน–น้ำเหนือ–น้ำหนุน” โดยพื้นที่กรุงเทพฯ ต่ำกว่าระดับของแม่น้ำเจ้าพระยา วิธีการแก้ไข คือปั๊มออก, คูคลอง ท่อระบายน้ำต้องดี, มีทางด่วนน้ำ และเขื่อนมีความสำคัญต่อน้ำเหนือ และน้ำหนุน

ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการระดมความรู้ และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยต้องระบายออกไปให้เร็วที่สุด โดยมีการสำรวจจุดเสี่ยงน้ำท่วมในกรุงเทพฯ มีถึง 737 จุด แก้ไขเรียบร้อยแล้ว 383 จุด มีแก้ไขไปบางส่วน 133 จุด ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ
ไม่เพียงแค่นั้น กทม. ยังทำแผนจำลองสถานการณ์ เกิดฝนตกหนักมีปริมาณน้ำฝนถึง 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุม 50 เขต จะต้องมีวิธีการรับมืออย่างไร ขณะเดียวกันการรับมือกับน้ำเหนือกับน้ำหนุน กทม. สร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางคลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ความยาว 88 กิโลเมตร ที่ระดับความสูง 2.8-3.5 เมตร
กรุงเทพฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การบริหารจัดการน้ำต้องบูรณาการร่วมกันในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะ 4 แม่น้ำ ได้แก่ แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง เพื่อวางแผนให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
ด้าน ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่านี่เป็นสัญญาณอันตรายที่มองว่าอนาคตไม่เหมือนเดิมในเชิงวิศวกรรม เช่น เหตุการณ์ฝนทะลุสถิติ, น้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วม ซึ่งมันเป็นเรื่องแปลก ๆ สิ่งที่เคยออกไว้ในอดีต มาวันนี้ไม่สามารถรับมือได้ ถ้าเราวางแผนไม่ดีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างกรณีน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ฝนตกหนักกว่าปกติ 80% ตลอดทั้งปี ภายในสัปดาห์เดียว ตกแบบนี้เป็นที่ไหนก็ท่วม เพราะเราไม่เคยออกแบบเมืองให้รับมือกับความเสี่ยงระดับนี้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังเจอเหตุการณ์ “หงส์ดำ” ที่เกิดจากหลายเหตุการณ์มาพร้อมกัน เช่น ฝนตกหนักในพื้นที่, น้ำทะเลหนุน หากเป็นเมื่อก่อนคิดว่ากรณีเหล่านี้เกิดขึ้นยาก แต่ปัจจุบันมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือถ้ามันเกิดจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร โดยเริ่มต้นเรายังปฏิเสธโครงสร้างสีเทายังไม่ได้ กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีคันกลั้นน้ำ ซึ่งคณะฯ เสนอว่าต่อไปต้องเป็นระบบ Hybrid ผสมผสานระหว่างโครงสร้างสีเทา และโครงสร้างสีเขียวเข้าด้วยกัน ปฏิวัติการจัดการน้ำด้วยวิศวกรรมที่เดินเคียงข้างไปกับธรรมชาติ, การสร้างปัญญาด้วย AI ใช้การพยากรณ์ที่แม่นยำเพื่อตัดสินใจบนข้อมูลระดับพื้นที่ เช่น การพยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 3 วัน
ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และสื่อสาธารณะ ประสานง่ายเครือข่ายทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำที่เป็นระบบ และยั่งยืน
