นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหนานจิง ประเทศจีน เผยแพร่รายงานการศึกษาปริมาณความต้องการใช้พลาสติกในช่วงการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ลงบนวารสารออนไลน์ PNAS ซึ่งพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น
รายงานดังกล่าว เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ทำให้มีจำนวนการใช้พลาสติกเพิ่มขึ้น และกลายเป็นขยะถูกทิ้งลงมหาสมุทรจำนวนกว่า 25,900 ตัน
โดยประมาณร้อยละ 87.4 เป็นขยะพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งที่ไม่ได้รับการจำกัดอย่างถูกต้อง (MMPW) และมีความเกี่ยวข้องกับการระบาดของโรค หรือการรักษาโรคโควิด-19 ในโรงพยาบาล
การวิจัยใช้การศึกษาข้อมูลจาก 193 ประเทศ พบว่า สามารถแยกปริมาณขยะตามแหล่งกำเนิดเป็นกลุ่มประเทศต่าง ๆ เช่น กลุ่มประเทศทวีปเอเชียร้อยละ 46 กลุ่มประเทศยุโรปร้อยละ 24 และกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือและใต้ประมาณร้อยละ 22
ในจำนวนขยะทั้งหมดมีประมาณร้อยละ 7.6 เป็นชุด PPE และหน้ากากอนามัยที่ไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังพบว่า บรรจุภัณฑ์พลาสติกจากการช็อปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ปิดเมืองต่าง ๆ
ขยะพลาสติกส่วนใหญ่ไหลลงสู่มหาสมุทรจากแม่น้ำสายสำคัญ 369 แห่ง โดยเฉพาะในแม่น้ำแยงซีในประเทศจีนมีขยะกว่า 3.7 ตัน แม่น้ำดานูบในยุโรปประมาณ 1,700 ตัน
จากการศึกษาแบบจำลองพบว่า ขยะพลาสติกกระจายตัวอยู่บริเวณชายฝั่งก่อนลอยออกไปสู่มหาสมุทรใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี ขยะประมาณร้อยละ 70.5 กระจายอยู่บริเวณชายฝั่ง และขยะประมาณร้อยละ 28.8 จมลงสู่ก้นทะเล
งานวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงปัญหาขยะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในมหาสมุทรได้รุนแรงในอนาคต รัฐบาลในแต่ละประเทศควรให้ความสำคัญในการกำจัดขยะในแม่น้ำลำคลอง ส่งเสริมการรีไซเคิลขยะ และใช้งานวัสดุที่ย่อยสลายได้ หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มหาสมุทรเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตหลายชนิดทั้งที่อยู่อาศัยในมหาสมุทรและบนแผ่นดินใหญ่
