เปิดเวที “ผู้นำความคิดเพื่อความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” ครั้งที่ 1 หนุนนักศึกษาม.ราชภัฏโคราช รู้จัก “ก๊าซชีวภาพ” พุ่งเป้าสร้างองค์ความรู้ต่อยอดนำของเสีย มาใช้ประโยชน์ผลิตกระแสไฟฟ้า
วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงาน ภายใต้หัวข้อเรื่อง “ความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” ครั้งที่ 1 โดยโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการผู้นำความคิดเพื่อความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2563 โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เข้าร่วมงานกว่า 250 คน

การอบรมเชิงปฏิบัติการและให้ความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ มีการบรรยายพิเศษจากรองศาสตราจารย์ ดร.ชัยศรี ธาราสวัสดิ์พิพัฒน์ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่ให้ความรู้กับนักศึกษาในเรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชีวภาพ พร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพอีกด้วย
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยศรี กล่าวว่า พลังงานอยู่ในชีวิตประจำวันแทบทุกอย่าง การขยับร่างกายก็นับเป็นพลังงาน การคิดก็คือพลังงานทางความคิด แต่ประเด็นที่เราพูดคุยกันก็คือ “พลังงานก๊าซชีวภาพ” ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่สำคัญในปัจจุบัน สำหรับก๊าซชีวภาพ คือก๊าซที่เกิดจากการย่อยสลายอินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ที่เป็นตัวย่อยสลายภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน หรือการไม่ใช้อากาศ ซึ่งจะได้ก๊าซออกมา 4 ชนิด ประกอบด้วย 1.ก๊าซมีเทน 2.ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.ก๊าซชนิดอื่นๆ อาทิ ออกซิเจน เป็นต้น และ 4.ไอน้ำ

ทั้งนี้ วัตถุดิบที่ถูกนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพนับได้ว่าหาได้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เนื่องจากก๊าซชีวภาพจะผลิตขึ้นได้ผ่านของเสียต่างๆ ทั้งมูลสัตว์ น้ำเสีย อาหารเหลือทิ้ง หรือพืชผลทางการเกษตร ซึ่งกระบวนการได้มาซึ่งพลังงานจะใช้ระยเวลาประมาณ 7-10 วัน จากนั้นจะได้พลังงานที่นำไปใช้หุงต้มในครัวเรือน หรือให้กระแสไฟฟ้าในระดับครัวเรือนได้เช่นกัน
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยศรี กล่าวอีกว่า ในส่วนของระดับการใช้ก๊าซชีวภาพในโรงงานอุตสาหกรรม จะเป็นระดับที่ใหญ่กว่าในชุมชน ซึ่งจะต้องมีเทคโนโลยีพิเศษเข้ามาจัดการเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ โดยส่วนใหญ่โรงงานอุตสาหกรรมจะผลิตก๊าซโดยใช้ระบบหมักที่เรียกว่า UASB พร้อมกับเลือกเอาเชื้อจุลินทรีย์ชนิดพิเศษ ที่เกิดกระบวนการย่อยอินทรีย์ให้ได้มากที่สุด หรือเรียกว่า การย่อยสลายเพื่อให้ตะกอนเม็ดกลมๆ ลอยขึ้นมา หรือการเลี้ยงจุลินทรีย์ในบ่อ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน หรือไร้อากาศ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการได้มาซึ่งพลังงานก๊าซชีวภาพ
“ประโยชน์ของก๊าซชีวภาพในปัจจุบัน คือ 1.เป็นก๊าซหุงต้ม 2.ผลิตกระแสไฟฟ้าในชุมชน และ 3.สิ่งที่เหลือคือปุ๋ยชีวภาพอย่างดี แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าระดับการใช้พลังงานก๊าซชีวภาพเหมาะสมกับพื้นที่ใด หรือกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้งานในระดับไหน และที่สำคัญคือความชำนาญของการดูแลการผลิตก๊าซชีวภาพด้วยเช่นกัน” รศ.ดร.ชัยศรี กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยศรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับการใช้ก๊าซชีวภาพเพื่อต้องการไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า จะมีปัจจัยที่สำคัญซึ่งนำไปสู่การผลิตได้จริง คือ ต้องมีการควบคุมปริมาณ/ชนิดขอวัตถุดิบ รวมไปถึงกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพจะต้องทำได้อย่างต่อเนื่อง นั่นย่อมสัมพันธ์กับการหาวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตด้วย นอกจากนี้ ยังมีระบบการทำความสะอาดก๊าซชีวภาพ รวมไปถึงเทคโนโลยีของเครื่องกลสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า ที่สำคัญอย่างมาก
“ปัจจุบัน การลงทุนการสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ จะต้องใช้งบประมาณราว 50 ล้านบาท แต่ทำได้หากว่าท้องถิ่นลงทุนอย่างชัดเจนเพื่อใช้ชุมชนที่มีของเสียอยู่แล้ว ใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าในระดับ 1 เมกะวัตต์ได้” รศ.ดร.ชัยศรี กล่าว

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
“กกพ.”ผนึก”แกรมมี่” ชู CLEAN ENERGY FOR LIFE -“ไฟ จาก ฟ้า” เพื่อ 77 รพ.ทั่วไทย
