ประมง 22 จังหวัด ขอยกเลิกอาชีพหาปลา เหตุรัฐไม่สนใจความอยู่รอด

ประมง 22 จังหวัด ขอยกเลิกอาชีพหาปลา เหตุรัฐไม่สนใจความอยู่รอด

สมาคมการประมงประเทศไทย โดยชาวประมง 22 จังหวัด ประกาศ “ยกเลิกทำประมง” พ้อทำต่อไม่ไหว เหตุรัฐออกกฎหมายเอาใจต่างชาติ พุ่งกำจัดเรือประมง ตั้งคณะกรรมการทับซ้อน ทำงานล่าช้า ขอปรับแก้ พ.ร.ก.ประมง

วันนี้ (22 ส.ค.) สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง การเลิกอาชีพประมง ลงวันที่ 20 ส.ค. 63 โดย ระบุว่า มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ชาวประมง 22 จังหวัด ประกาศ “ขอยกเลิกอาชีพประมง” ตลอดระยะเวลามากกว่า 6 ปีที่ผ่านมา (1 พ.ค. 2558) รัฐบาลได้กำหนดนโยบายพุ่งเป้าไปสู่ภาคประมงเพื่อการแก้ไขปัญหา IUU (การทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม)

พร้อมทั้งได้นำประเด็นปัญหาการค้ามนุษย์มาทับซ้อนในการแก้ไข ซึ่งนำไปสู่การออกพระราชกำหนดการประมง รวมทั้งการออกกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ในหลายหน่วยงาน มาบังคับใช้กับชาวประมงเป็นจำนวนมาก โดยไม่สนใจเรื่องความอยู่รอดของชาวประมง การออกกฎหมายโดยขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การเร่งบังคับใช้กฎหมายแบบไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น จนชาวประมงในหลายๆ ภาคส่วนเริ่มอยู่ต่อไม่ได้ แม้จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ จนในที่สุดประเทศไทยก็ได้รับใบเขียวจากอียู (สหภาพยุโรป) แล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันชาวประมงไปต่อไม่ไหวแล้ว เพราะยังมีการออกกฎ ระเบียบ บังคับใช้มาโดยตลอด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่ต่างชาติไม่ว่าจะเป็นอียู หรือสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็น ติเตียน หรือทักท้วงมา ทางรัฐบาลก็จะตื่นตัวและกลับมาสร้างกฎ เงื่อนไขต่างๆ นานา เพื่อตอบสนองความต้องการของต่างชาติเสมอ จากปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหา IUU วนกลับมาเรื่องการค้ามนุษย์ เปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นเรื่องทรัพยากร ไม่จบสิ้น มีการยกร่างกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมา โดยไม่มีผู้แทนชาวประมงเข้ารับฟังความคิดเห็นหรือให้ข้อมูล จึงก่อให้เกิดอุปสรรคในการประกอบอาชีพ จนชาวประมงส่วนใหญ่รู้สึกท้อใจและมองว่ารัฐบาลจ้องที่จะทำลายล้างอาชีพประมงโดยแท้จริง

โดยตั้งธงที่จะกำจัดเรือประมง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมการประกอบอาชีพของชาวประมงเลย แม้แต่โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องฯ ชาวประมงก็ยังไม่ได้เงินมาเลย ทั้งที่โครงการได้อนุมัติมาหลายเดือนแล้ว มีการตั้งคณะทำงานใหม่ๆ ขึ้นมาทับซ้อน อำนาจของอธิบดีกรมประมงลดลงในการแก้ไขปัญหาประมงทะเล เพราะถูกยกอำนาจไปอยู่ภายใต้คณะกรรมการหนึ่ง ซึ่งสร้างความล่าช้า เพิ่มขั้นตอนและอุปสรรคในการแก้ไขปัญหา

ดังนั้น ชาวประมงจำเป็นต้องเลิกอาชีพ หากรัฐบาลยังคงปฏิบัติต่อชาวประมงดังเช่นทุกวันนี้ ไม่ให้ชาวประมงได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือไม่ยอมรับความคิดเห็นของชาวประมง ยังคงมีอคติต่ออาชีพประมง โดยไม่หยุดที่จะออกกฎ ระเบียบมาบังคับใช้อย่างไม่มีความเสมอภาค

และรัฐบาลต้องชดใช้ เยียวยา ด้วยการรับซื้อเรือประมงไปพร้อมทั้งเครื่องมือทำประมงในราคา 100% เพราะมาตรการ นโยบายของรัฐได้ทำลายอาชีพของชาวประมงทั้งประเทศโดยไม่ได้รับการเหลียวแล แต่หากรัฐบาลยังมองเห็นถึงความสำคัญของอาชีพประมง ซึ่งเป็นเกษตรกรสาขาหนึ่งที่สร้างรายได้เลี้ยงคนในประเทศ สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจ เกิดการสร้างงานให้กับประเทศได้ รัฐบาลก็ต้องแก้ไขพระราชกำหนดการประมง ผ่อนคลายกฎ ระเบียบที่ไม่เป็นธรรมโดยเร็ว

นอกจากนี้ ในการประชุมใหญ่วิสามัญ ดังกล่าว ยังมีสาระสำคัญอีกคือ 1. ขอให้ปรับแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง เป็น พระราชบัญญัติการประมง และนำเข้าสู่สภาโดยเร็ว โดยการมีส่วนร่วมของชาวประมงทุกภาคส่วน

2. ขอให้มีการตั้งคณะทำงานโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ใช่คณะทำงานชุดปัจจุบันภายใต้คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ นอกจากนี้ยังจะเข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตามที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาสั่งการให้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบกับคณะกรรมการสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. 2563 เพื่อยื่นหนังสือและข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี ผ่าน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หากภายใน 7 วัน หลังจากเข้าพบ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยังไม่มีการตอบรับหรือดำเนินการใดๆ จะมีการเคลื่อนไหวขั้นต่อไป ด้วยการเดินเท้ามุ่งเข้ากรุงเทพฯ ทันที ก่อนนำไปสู่การจอดเรือประมงในที่สุด

 

ข่าวที่น่าสนใจ

ก.แรงงาน กระจายฝึกอบรมฝีมือแรงงาน มุ่งเป้าป้อนตลาด EEC