เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันตั้งคำถาม กังขา พีซี ฉลุยเข้าร่วมประมูลสร้างเมืองการบินอู่ตะเภา ทั้งยื่นซองเกินเวลา สงสัยมีการเลือกปฏิบัติ

จากกรณีศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.381/2562 หมายเลขแดงที่ ฮ.1/2563 กรณีบริษัท ธนโฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่ม ซี.พี.) พร้อมพวก ได้แก่ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ บมจ.ช.การช่าง บมจ.บี.กริม จอยน์ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง และ Orient Success International Limited โจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาฯ ขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยเพิกถอนมติของคณะกรรมการคัดเลือกเมื่อ 10 เม.ย. 2562 ที่ไม่รับซองข้อเสนอที่ 2 (เทคนิค-แผนธุรกิจ) ทั้งฉบับจริงและสำเนากล่องที่ 6 และซองข้อเสนอที่ 3 (ราคา) ทั้งฉบับจริงและสำเนากล่องที่ 9ศาลพิเคราะห์แล้วมีคำพิพากษาให้กลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนมติดังกล่าว และให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งศาลในคดีนี้นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยให้เหตุผลว่า ประเด็นที่คณะกรรมการคัดเลือก
การที่คณะกรรมการคัดเลือกโดยกองทัพเรือกล่าวอ้างในคำแก้อุทธรณ์กรณีเวลาที่ลงเอกสารช้า 9 นาที เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติเช่นเดียวกับทุกรายตามเอกสารหลักฐานให้ลง “เวลาที่มายื่น/ลงทะเบียน” ทั้งกำหนดเวลาที่ระบุใน RFP มีปรับให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ยื่นข้อเสนอที่เกิดขึ้นจริง แต่ในข้อเท็จจริงได้มีการเลื่อนเปิดซองออกไป เพราะมีเอกสารจำนวนมากที่ต้องตรวจสอบ และระบุด้วยว่าการที่ซองข้อเสนอ 2 กล่องผ่านจุดลงทะเบียนเวลา 15.09 น. ไม่อาจถือว่าเป็นข้อบกพร่องหรือปฏิบัติไม่ถูกต้อง ถึงขนาดมีผลกระทบต่อการดำเนินโครงการร่วมลงทุนในครั้งนี้ เห็นว่าการที่คณะกรรมการคัดเลือกไม่รับซองข้อเสนอทั้ง 2 กล่อง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
ล่าสุด ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Mana Nimitmongkol

หัวข้อ อะไรจะเกิดหลังจากนี้… โดยเนื้อหาการโพสต์ระบุว่า “จะเกิดอะไรกับประเทศไทยภายหลังกลุ่มบริษัท ซีพี กลายเป็นเอกชนรายแรกที่สามารถยื่นเอกสารการประมูลได้แม้จะเลยเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งๆ ที่ธรรมเนียมปฏิบัติของราชการนั้นยึดถือมาตลอดว่า กำหนดเวลาเป็นเรื่องของความยุติธรรมที่ชัดเจน ใครมายื่นทันก็มีสิทธิ์ ไม่ทันก็หมดสิทธิ์ คือชัดเจนว่าเป็นขาวหรือดำ โดยไม่ต้องมาเถียงกันว่าที่มาสายเป็นเพราะรถติด ไปผิดที่ หรือมีเอกสารเยอะ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงทำให้ผมเกรงว่า
1. จากนี้ไปการมายื่นประมูลเลยกำหนด (ซึ่งแปลว่าคนอื่นเขายื่นกันหมดแล้ว) อาจเป็นเรื่อง สีขาว สีเทาหรือสีดำก็ได้ เพราะคนที่ทำผิดกติกาย่อมสามารถอ้างแนวคำตัดสินจากคดีนี้ ไปร้องต่อศาลปกครอง หรือเอาที่ง่ายกว่านั้นคือ ขอให้คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างฯ ของโครงการนั้นๆ “ใช้ดุลยพินิจ” เองเลยว่า พฤติกรรมแบบใดที่ตนทำไปหรือเอกสารใดที่ตนยังไม่ได้ยื่น แต่ให้ถือว่ายอมรับได้หรือให้รับไว้เป็นส่วนหนึ่งของการประมูล เหตุนี้ย่อมทำให้หน่วยงานของรัฐเสียหายจากการหยุดชะงักล่าช้าออกไป
2. ข้าราชการจะมีอำนาจในการ “ใช้ดุลพินิจโดยไร้กรอบกติกาที่ชัดเจน” ซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติและคอร์รัปชันได้ เพราะหลักเกณฑ์หรือแนวทางในเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในกฎหมาย ข้อกำหนดหรือระเบียบใดๆ
3. การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจโดยไร้กรอบกติกาเช่นนี้ ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ต้องการให้ใช้กติกาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มีการแข่งอย่างเท่าเทียม เปิดเผย และโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
4. ผลของการมีอำนาจใช้ดุลยพินิจแบบนี้
ข้าราชการที่ดีและตั้งใจให้งานสำเร็จ จะเป็นทุกข์เพราะเสี่ยงติดคุก หากถูกร้องเรียนจากผู้เสียประโยชน์และถูกตรวจสอบจากต้นสังกัด หรือ ป.ป.ช. และ สตง.
ส่วนข้าราชการที่ฉ้อฉลและพ่อค้าผู้มีอิทธิพล เส้นสาย จะชอบใจเพราะเปิดช่องให้ช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันได้ โดยเฉพาะเมื่อแอบล่วงรู้ข้อมูลของผู้ยื่นประมูลคนอื่นๆ
มาดูกันว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกรมบัญชีกลางและ สคร. จะทำให้ถูกต้องและชัดเจนอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเลวร้ายในอนาคต
แต่ที่ผมอยากรู้มากกว่าคือ ทำไม? ประธานตุลาการศาลปกครองสูงสุดจึงไม่สั่งการให้นำคดีอู่ตะเภานี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ทั้งๆ ที่กองทัพเรือได้ร้องขอแล้ว[1] เพราะเล็งเห็นว่า อาจจะเกิดความเสียหายต่อรัฐได้ ขณะที่ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดฯ ก็เปิดช่องให้ทำได้[2] และเคยทำมามากแล้ว”
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=3374630525942350&set=a.860808193991275&type=3&theater
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
