ครม. อนุมัติ ขยายเวลา มาตรการช่วยค่าน้ำ ค่าไฟ พร้อม ขยายเวลามาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1 ปี ขณะ ไฟเขียวร่าง กม. จัดเก็บภาษีตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (1 ต.ค.)ว่า ครม. มีมติเห็นชอบ ขยายเวลามาตรการเพิ่มเติมให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มเติมต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ต่อไปอีก 1 ปี โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2563 จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2562 กรณีค่าไฟฟ้า ให้ใช้ไฟฟ้าในวงเงิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และกรณีค่าน้ำประปา ให้ใช้น้ำประปาในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
นอกจากนี้ ยังมีมติขยายระยะเวลามาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ออกไปอีก 1 ปี โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2563 โดยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะแบ่งเป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องจ่ายภาษีจากการซื้อสินค้าเองตามปกติ ในอัตรา 1% รัฐบาลจะทำการคืนเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยการโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ทุกวันที่ 15 ของเดือน จำนวน 5% ซึ่งเงินส่วนนี้สามารถกดเป็นเงินสดออกมาใช้ได้ และจะมีการเก็บเงินเข้าบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ของผู้ถือบัตรฯ จำนวน 1% เพื่อเป็นเงินออมของผู้มีรายได้น้อย หรือหากไม่มีบัญชีกับ กอช. อาจจะเปิดบัญชีเพื่อสะสมไว้
ทั้งนี้ จะใช้งบประมาณจำนวน 1,870 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณสำหรับอุดหนุนค่าไฟฟ้า 1,740 ล้านบาท ค่าน้ำประปา 30 ล้านบาท และคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 100 ล้านบาท
ไฟเขียวร่างกฎกระทรวงจัดเก็บภาษีตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ รวม 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
ในส่วนร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ เป็นการกำหนดให้กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ได้รับเงินได้ (ประเภทดอกเบี้ย) ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรและถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 15.0% ของเงินได้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้
ทั้งนี้ กำหนดให้การยกเว้นภาษีเงินได้ตามร่างพระราชกฤษฎีกาฯ และการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามร่างกฎกระทรวงฯ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป
“การปรับปรุงครั้งนี้เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเงินได้เป็นธรรมมากขึ้น แต่ไม่ทำให้เกิดการสูญเสียรายได้เพิ่มขึ้นและประมาณการรายได้” นางนฤมล กล่าว
