ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ส่งผลให้น้ำตามลำน้ำ และเขื่อนต่างๆ แห้งขอด วิกฤตสุดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เหลือน้ำเพียง 4.82 % เขื่อนสิริกิติ์ 7.77% หลายเขื่อนและอ่างเก็บน้ำมีน้ำเหลือไม่ถึง 30 %
นายสุทัศน์ วีสกุล ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นต้นมาปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยต่ำกว่าค่าปกติมาก โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำฝนน้อยกว่าปกติถึง 144 และ 150 มิลลิเมตร (มม.) ตามลำดับ และถ้าหากเปรียบเทียบกับปี 2561 ปริมาณน้ำฝนทั้งประเทศน้อยกว่าถึง 200-300 มม. สาเหตุคือ ต้นน้ำของเขื่อนสำคัญมีฝนไม่มากพอ น้ำไหลลงเขื่อนน้อยมาก ขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำเก็บกักต่ำกว่า 30% ของความจุมีถึง 17 แห่งจากทั้งหมด 35 แห่ง
ทางด้านนายศุภชัย มโนการ ผู้อำนวยการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังคงวิกฤต หลังจากได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ล่าสุดปริมาณน้ำสะสมอยู่ในอ่างเก็บน้ำร้อยละ 4.82 เปอร์เซ็นต์ หรือมีน้ำสะสมอยู่ที่ 46 ล้าน ลบ.ม. จากความจุทั้งหมดที่ 960 ล้าน ลบ.ม. โดยไม่มีฝนตกลงมาในลุ่มน้ำป่าสักเลยทำให้ไม่มีน้ำไหลลงอ่างของเขื่อน แต่ทางเขื่อนป่าสักจำเป็นต้องระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนเพื่อรักษาระบบนิเวศและใช้ในการอุปโภคบริโภค จากสภาพน้ำที่ลดลงของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในปีนี้ทำให้มองเห็นชุมชนเก่า บ้านเรือน วัด ที่ถูกน้ำท่วมจมอยู่ใต้เขื่อนโผล่ขึ้นมา
ขณะนี้เขื่อนสิริกิติ์ มีระดับน้ำพร้อมใช้งาน 517.35 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 7.77% ระบายน้ำวันละ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 6,142.65 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 64.59%
ส่วนที่กว๊านพะเยา แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่อีกแห่งของภาคเหนือ เดิมกักเก็บน้ำได้โดยเฉลี่ย 33.84 ล้านลูกบาศก์เมตร หลังจากกรมชลประทานได้ก่อสร้างฝายพับ ก็ทำให้สามารถกักเก็บน้ำได้สูงขึ้นอีก 1 เมตร ความจุเพิ่มขึ้นเป็น 55.65 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ล่าสุดขณะนี้ ปริมาณน้ำในกว๊านพะเยาเหลือเพียง 9.34 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 27.6 3% ซึ่งการประปาสาขาพะเยา ใช้น้ำจากกว๊านฯเพื่อจ่ายในพื้นที่รับผิดชอบประมาณเดือนละ 700 ลูกบาศก์เมตร หากไม่มีฝนตกเพิ่มจะสามารถใช้ได้อีกประมาณราว 4 เดือนเท่านั้น
นอกจากนี้อ่างเก็บน้ำทั้งหมดในจังหวัดพะเยามีทั้งหมด 60 แห่งการกักเก็บรวม 141.45 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีน้ำเหลือเพียง 50.198 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 35.49 และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นายสุรนาท ศิริโชติ ผอ.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงราย ระบุว่าน้ำโขงที่แล้งมาจากทั้งสภาพภาวะฝนน้อยทำให้ปริมาณน้ำโขงลดแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาทางการจีนปิดประตูระบายน้ำเพื่อทำการซ่อมแซมและปรับปรุงระบบของเขื่อน แต่ทั้งนี้ ยังสามารถเดินเรือในแม่น้ำโขงได้ทั้งเรือท่องเที่ยวและเรือสินค้า จากที่ระดับน้ำในลำน้ำโขงด้าน อ.เขมราฐ อ.นาตาล และ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เห็นโขดหินหาดทรายโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นแนวยาว เหมือนกับหน้าแล้ง
หลวงปู่เพิ่ม ยติโก รองเจ้าอาวาสวัดบ้านบุ่งซวย อ.เขมราฐ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลประสานกับประเทศจีนให้เปิดเขื่อนปล่อยน้ำลงมาหล่อเลี้ยงเป็นการด่วน ก่อนชาวบ้านจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้
นายฤทัย พัชรานุรักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม-กิ่วคอหมา จ.ลำปาง กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในภาพรวมว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างกักเก็บน้ำทั้ง 2 แห่ง คือ กิ่วลม และกิ่วคอหมา มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันอยู่ที่ 87 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างทั้งหมด โดยเขื่อนกิ่วคอหมา มีปริมาณน้ำกักเก็บ 55.8 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่าง และที่เขื่อนกิ่วลม มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 31.2 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 30 ของความจุอ่าง ทางโครงการส่งน้ำฯ จึงได้ระบายน้ำจากเขื่อนกิ่วคอหมา เข้ามาเสริมให้กับเขื่อนกิ่วลม นอกจากนี้ ยังได้สำรองน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภค ประปาและรักษาระบบนิเวศไว้แล้ว
ที่ จ.พิจิตร สถานการณ์ฝนที่ทิ้งช่วง ส่งผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบของการผลิตน้ำประปาส่วนภูมิภาคสาขาพิจิตร ที่ดำเนินผลิตน้ำให้กับประชาชน ใน อ.เมืองพิจิตร และ อ.สากเหล็ก ต้องประกาศหยุดทำการส่งจ่ายน้ำประปาชั่วคราว ในช่วงเวลา ตั้งแต่ 23.00น. ถึง 03.00 น.เนื่องจากแม่น้ำน่าน ลดระดับลง จนอุปกรณ์การสูบน้ำ ที่ทำงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่
นายสุทธิรักษ์ กาบแก้ว ผู้จัดการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพิจิตร ระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบ ในการผลิตประปา ในช่วงนี้ลดระดับลง ประกอบกับความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ในช่วงฝนที่หยุดตกทิ้งช่วง ส่งผลทำให้ต้องหยุดจ่ายน้ำชั่วคราวในเวลากลางคืน เพื่อทำการผลิตน้ำในช่วงที่หยุดส่งจ่าย คาดว่า จะใช้เวลา 1 สัปดาห์ จะสามารถส่งจ่ายน้ำได้ปกติ
นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวยืนยันว่า โครงการชลประทานทั่วประเทศพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำจากฝนทิ้งช่วง แต่ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ฝนจะกลับมาตกอีกครั้ง แม้แนวโน้มปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 5-10 แต่หากทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด รักษากติกาตามแผนการจัดสรรน้ำจะสามารถส่งน้ำจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งนี้สิ่งสำคัญจะมีน้ำไว้ใช้อุปโภค บริโภคตลอดฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 อย่างแน่นอน
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
เชียงคาน กระตุ้นรัฐ เร่งสร้าง “เขื่อนศรีสองรัก”
