แพทย์เผยพบวัยรุ่นไทยเสี่ยงเป็นโรคเพศสัมพันธ์สูงขึ้น

แพทย์เผยพบวัยรุ่นไทยเสี่ยงเป็นโรคเพศสัมพันธ์สูงขึ้น

แพทย์ห่วง พบข้อมูลกลุ่มวัยรุ่นวัยเรียน ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกถึง 30% ส่งผลให้เกิดโรคเพศสัมพันธ์ เอดส์ และการท้องไม่พร้อม เพิ่มสูงขึ้น

นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับกรมควบคุมโรค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ โรคหนองใน โรคซิฟิลิส อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนทุกคนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ทำให้มีการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าคนทั่วไป 5 – 9 เท่า การใช้ถุงยางอนามัย จะสามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซนต์ รวมทั้ง ให้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ เกิดความตระหนักในการป้องกันตนเองและคู่ให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ รวมทั้งส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรค รับผิดชอบต่อคู่และสังคม

ด้านนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับเชื้อเอชไอวีกลุ่มนักเรียนในปี 2560 พบว่า วัยรุ่นมีแนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นอายุเฉลี่ย 13-15 ปี และไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกประมาณร้อยละ 30 กรมควบคุมโรค ได้รณรงค์ส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มเยาวชนและวัยทำงาน เพื่อการป้องกันเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การท้องไม่พร้อม เน้นในสถานศึกษาและชุมชน และสนับสนุนถุงยางอนามัยให้หน่วยบริการสุขภาพทุกแห่ง ผ่านสำนักงานป้องกันควบคุมโรค 12 เขต สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 76 จังหวัด และโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง จัดทำแพ็คเกจถุงยางอนามัยให้มีความสะดวกใจในการพกพา ไม่เขินอาย แจกถุงยางอนามัยให้เยาวชนในช่วงการจัดกิจกรรมรณรงค์ในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันแห่งความรัก วันเอดส์โลก รวมทั้งให้ความรู้ ความเข้าใจผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งสื่อมวลชน และสื่อที่เยาวชนสนใจ เช่น Website, E-LEARNING, E-LIBRARY, E-BOOK สื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานในปี 2562 ตั้งแต่ 1 มกราคม – 4 มิถุนายน พบผู้ป่วยโรคซิฟิลิส 3,752 ราย โรคหนองใน 3,940 ราย แนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 15-24 ปี และกลุ่มอายุ 25 – 34 ปี

นอกจากนี้รายงานล่าสุดของอนามัยโลกระบุว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ทั้งโรคคลามายเดีย, โรคหนองใน, โรคติดเชื้อทริโคโมแนส รวมถึงโรคซิฟิลิสรายใหม่สูงถึง 376 ล้านคนทั่วโลก โดยในแต่ละวันจะพบผู้ป่วยรายใหม่ราว 1 ล้านคน

ทางด้าน ทีโอดอรา วี (Teodora Wi) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อฯ ของอนามัยโลกระบุว่า ขณะนี้คู่นอนหลายคู่ใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง ในยุคที่แอปพลิเคชันหาคู่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่าพัฒนาการด้านการรักษาทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก

ทั้งนี้อนามัยโลกยังยืนยันว่า การสวมใส่ถุงยางขณะมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธี ยังเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยอนามัยโลกระบุว่า เมื่อปี 2016 ซิฟิลิสถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กกว่า 200,000 คนเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือคลอดออกมาแล้วเสียชีวิต อันดับที่ 2 คือโรคมาลาเรีย

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ซิฟิลิส”กลับมาระบาดอีกครั้ง แต่ละอ่อนขึ้น