ทีมวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง ต้อนรับลูกนกชนหินสมาชิกใหม่แห่งผืนป่าคลองแสง-เขาสก หลังเจ้าหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังมากว่า 6 เดือน
วันที่ 15 พ.ค.63 นายเกรียงศักดิ์ ศรีบัวรอด หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง เปิดเผยว่า ถือเป็นข่าวดีที่ผืนป่าคลองแสง-เขาสกได้ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างลูกนกชนหิน 1 ในนกเงือกที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ในระดับโลก
โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสงได้ลงพื้นที่ทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น. เพื่อเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาถึง 143 วัน เริ่มตั้งแต่แม่นกเข้าโพรง ปิดปากโพรง ออกไข่ ฝักไข่ เลี้ยงลูก จนกระทั้งแม่และลูกออกจากโพรง มีการบันทึกพฤติกรรมการช่วงเวลาเข้า-ออกจากโพรงรัง เข้าป้อนอาหารของพ่อนก ชนิดอาหาร ปริมาณที่ป้อน และพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การทำความสะอาดบริเวณปากโพรง การส่งเสียงร้อง ทิศทางการบินเข้าและออก ตลอดจนสัตว์อื่นๆ ที่เข้ามาในบริเวณโพรงรัง ตัวเมียถ่ายมูล สภาพอาหาร

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 พ.ค.เวลา 12.10 น.ที่ผ่านมา แม่นกออกจากโพรง และต่อมาในเวลา 15.11 น. ลูกนกก็ออกมาจากโพรงเช่นกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เริ่มติดตามและเฝ้าระวังตั้งแต่แม่นกเข้าโพรงเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 62 และปิดปากโพรงในวันที่ 24 ธ.ค.62
ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมานักวิจัยจากสถานีสัตว์ป่าคลองแสง ได้ทุ่มเทติดตามเก็บข้อมูลชีววิทยาและนิเวศวิทยาการสืบพันธุ์ของนกชนิดนี้ทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเฝ้าระวังโพรงรังไม่ให้ถูกคนมาทำลายพวกมันอีกด้วย
โดยก่อนหน้านี้ตลอดระยะเวลา 2 ปี กับการศึกษาวิจัยชีววิทยาการทำรังวางไข่ของนกชนหินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง เราได้ลูกนกเพิ่มมาอย่างน้อย 2 ตัว เป็นหลักประกันว่า เจ้านกหายากใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้จะยังอยู่คู่เมืองไทยไปอีกยาวนาน
ส่วนสาเหตุที่ทำให้นกชนหินเสี่ยงสูญพันธุ์ก็เพราะนกเงือกชนิดนี้มีโหนกที่ตัน จึงถูกล่าอย่างหนักเพื่อใช้หัวเป็นเครื่องราง เครื่องประดับ อีกทั้งการลดลงของถิ่นที่อยู่อาศัยจากการบุกรุกทำลายป่า ตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ที่นกใช้เป็นโพรงรัง ทำให้พวกมันอยู่ในสถานะวิกฤต การศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนจึงมีความสำคัญมากเพื่อใช้ในการจัดการ ป้องกัน และการวางแผน ในการยกระดับการอนุรักษ์นกชนหินต่อไป
ทั้งนี้ นกชนหิน (Rhinoplax vigil) เป็นนกขนาดใหญ่ในวงศ์นกเงือก พบในประเทศไทย มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว ถือเป็นนกเงือกชนิดหนึ่งที่มีสายพันธุกรรมเก่าแก่ยาวนานถึง 45 ล้านปีมาแล้ว

นกชนหิน มีลักษณะเด่นกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ ตรงที่สันบนปากมีขนาดใหญ่และหนาเนื้อในสีขาวตันคล้ายงาช้าง นกชนหินมีจะงอยปากที่ยาวและมีขนหางพิเศษคู่หนึ่ง ซึ่งจะงอกยาวเลยขนหางเส้นอื่นๆ ออกไปมากถึง 50 เซนติเมตร แลเห็นเด่นชัด
นกตัวผู้มีขนาดลำตัวยาวจากปลายจะงอยปากถึงปลายขนหาง 127 เซนติเมตร ขนลำตัวสีน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีขาว หางสีขาวมีแถบสีดำพาดขวาง และปลายปีกสีขาวเป็นแถบกว้างและไม่มีขนปกคลุมใต้ปีก จะงอยปากตอนโคน และบนสันสีแดงคล้ำ ตอนปลายสีเหลืองเรื่อๆ บริเวณลำคอที่ไม่ขนในนกตัวผู้จะมีสีแดงคล้ำ
ส่วนนกตัวเมียจะมีสีฟ้าซีดหรือสีฟ้า แต่นกวัยอ่อนเพศผู้ ลำคอจะมีสีแดงเรื่อๆ และนกเพศเมียหนังส่วนนี้จะเป็นสีม่วง นอกจากนี้สันบนจะงอยปากจะมีขนาดเล็กกว่า และขนหางยังเจริญไม่เต็มที่ มีลักษณะสั้นกว่านกโตเต็มวัย

นกชนิดนี้จะหากินในระดับยอดไม้ กินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกไทร บางครั้งพบว่ากินสัตว์อื่น ๆ เช่น กิ้งก่า กระรอก และนกอีกด้วย มักจะอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ ฤดูผสมพันธุ์เริ่มราวปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำรังในต้นไม้สูง และใช้วัสดุปิดปากรังเช่นเดียวกับนกเงือกชนิดอื่นๆ
โดยที่รังของนกชนหินจะไม่เหมือนกับนกเงือกชนิดอื่นๆ เพราะจะหารังเฉพาะที่อยู่บนตอไม้หรือเข้าได้ทางด้านบนเท่านั้น เพราะส่วนหัวที่ตันและหางที่ยาว อีกทั้งนกชนหินจะเลี้ยงลูกนานกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ คือ 5 เดือน โดยที่แม่นกจะอยู่กับลูกในโพรงตลอดเวลา ไม่มีการพังโพรงออกมาก่อน
นกชนหินมีเสียงร้องที่ไม่เหมือนนกชนิดอื่นๆ โดยนกตัวผู้จะร้องติดๆกันดัง “ตู๊ก…ตู๊ก” ทอดเป็นจังหวะ ร้องติดต่อกันยาวเสียงร้องจะกระชั้นขั้นตามลำดับ เมื่อจะสุดเสียงเสียงร้องจะคล้ายเสียงหัวเราะประมาณ 4-6 ครั้งเมื่อตกใจจะแผดเสียงสูงคล้ายเสียงแตร และเมื่อต่อสู้กันเพื่อแย่งอาณาเขต จะใช้ส่วนหัวที่หนาชนกัน จึงได้ว่าว่า “นกชนหิน” บางครั้งอาจจะบินชนกันในอากาศ
ปัจจุบันนกชนหินจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และอนุสัญญาไซเตส จัดเอาไว้ในบัญชีที่ 1 นกชนหินถูกล่าอย่างหนักเพื่อเอาสันบนจะงอยปากบนไปแกะสลักทำเป็นเครื่องใช้และเครื่องประดับที่มีคุณค่าสูงมาก และจากการสูญเสียแหล่งอาศัย จำนวนประชากรจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในทุกบริเวณที่อาศัย
ขอบคุณข้อมูล วิกิพีเดีย
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
