สั่งจับตา 200 โรงงาน เสี่ยงลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม คาดโทษเอาผิดทางกฎหมายถึงที่สุด
นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏข่าวการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอยู่บ่อยครั้งในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นกากอุตสาหกรรมที่มีสิ่งเจือปนเกินค่าที่กฎหมายกำหนดและหลายกรณีเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย
ทั้งนี้ได้สั่งการให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จัดทำมาตรการป้องกันปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และกำหนดแนวทางเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยได้มีการเห็นชอบแผนการป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ปี พ.ศ.2562 ที่ กรอ.นำเสนอ มีผลดำเนินการในทันที
สำหรับแผนการป้องกันการลักลอบทิ้งกากฯ แบ่งเป็น 3 ระยะตามลำดับ คือ 1. การแจ้งเตือนผู้ประกอบกิจการโรงงาน จำนวน 2,353 ราย ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้วจากโรงงาน อย่างเคร่งครัด หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามจะถือว่าฝ่าฝืนกฎหมาย มีระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาทและอาจเป็นเหตุให้ทางราชการมีคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน รวมทั้งอาจนำไปสู่เงื่อนไขการออกคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงาน หรือ ปิดโรงงานได้
2. การส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมให้มีการจัดการอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลัก 3Rs (Reduce – การลดของเสียตั้งแต่แหล่งกำเนิด // Reuse – การนำของเสียที่เกิดขึ้นนำกลับไปใช้ซ้ำ // Recycle – การนำของเสียไปเปลี่ยนสภาพผ่านกระบวนการต่างๆ และกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่)
และ 3.การสั่งการให้ กรอ.และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) กำกับดูแล ตรวจสอบกำกับโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตราย จำนวน 205 ราย ที่ประเมินแล้วว่ากากอุตสาหกรรมประเภทที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบทิ้งกากฯ แบ่งเป็น โรงงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 12 ราย และโรงงานในต่างจังหวัด 193 ราย
ดังนั้น เจ้าหน้าที่ กรอ. และ สอจ. จะเข้าไปตรวจสอบกำกับโรงงานที่มีความเสี่ยง จำนวน 205 โรง ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยโรงงานที่ กรอ. ได้ชี้เป้าเป็นกลุ่มโรงงานผู้รับบำบัด/กำจัดของเสีย จำนวน 24 ราย และ กลุ่มโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย จำนวน 181 ราย ว่าโรงงานมีของเสียชนิดใด และใช้บริการโรงงานผู้รับบำบัด/กำจัดใด อยู่ในพื้นที่จังหวัดใดบ้าง ส่วนการตรวจสอบฯ จะเข้าไปดูว่าโรงงานปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะการแจ้งข้อมูลผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ของโรงงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องแจ้งเข้ามาในระบบของ กรอ. ทุกครั้งและทันที รวมถึงตรวจสอบปริมาณของเสียอันตราย และข้อมูลการส่งกำจัด/บำบัด โดยต้องสอดคล้องกันตามหลักวิชาการ โดยกระทรวงฯ จะกำกับดูแลอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เหตุการณ์และสาเหตุการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 3 กรณี (Cases) ย้อนหลังของ กรอ. พบว่า การบำบัด/กำจัดของเสียอันตรายแต่ละชนิด/ประเภท จะมีวิธีการและค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน และของเสียที่ไม่มีมูลค่า กำจัดยาก มีค่าจ่ายในการบำบัด/กำจัดสูง มีความเสี่ยงต่อการที่ผู้ประกอบการเหล่านั้น จะนำของเสียที่รับมาบำบัดไปลักลอบทิ้งตามบ่อน้ำ บ่อลูกรัง พื้นที่ รกร้าง เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการบำบัด ดังนั้น กรอ. จะมุ่งเน้นการกำกับดูแลผู้รับบำบัด/กำจัด ซึ่งมีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 2,343 ราย และจะยกระดับการตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบทิ้งของเสียประเภท กรด-ด่างเข้มข้น Coolant และเชื้อเพลิงทดแทน เฝ้าระวังเป็น กรณีพิเศษ ซึ่งคัดโรงงานเกี่ยวข้องได้จำนวน 205 ราย
ขณะที่โรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรมในประเทศไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 2,353 ราย แบ่งเป็น ประเภทโรงงานลำดับที่ 101 (ปรับคุณภาพของเสียรวม) จำนวน 141 ราย โรงงานลำดับที่ 105 (คัดแยกหรือฝังกลบสิงปฏิกูล หรือวัสดุไม่ใช้แล้ว) จำนวน 1,450 ราย และ โรงงานลำดับที่ 106 (นำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม) จำนวน 762 ราย
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
